กฎกระทรวง

ฉบับที่ ๓ (พ.ศ.๒๕๓๕)

 ออกตามความในพระราชบัญญัติช่างรังวัดเอกชน

พ.ศ. ๒๕๓๕

                  อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ มาตรา ๒๘ และมาตรา ๔๑ แห่งพระราชบัญญัติช่างรังวัดเอกชน พ.ศ. ๒๕๓๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

 

หมวด ๑

การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตจัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชน

 

                  ข้อ ๑ การขอรับใบอนุญาตจัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชน ให้ผู้ขอยื่นคำขอตามแบบ สช. ๑ ท้ายกฎกระทรวงนี้ ต่อคณะกรรมการช่างรังวัดเอกชน โดยยื่นผ่านนายทะเบียน ณ สำนักงานคณะกรรมการช่างรังวัดเอกชน และแนบหลักฐานตามที่กำหนดไว้ในคำขอนั้น

                  ข้อ ๒ ผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชนต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้

                             (๑) จัดให้มีผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้เป็นช่างรังวัดเอกชนไว้ในสังกัดเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสามคน

                             (๒) แสดงชื่อ คุณวุฒิ จำนวนของช่างรังวัดเอกชนที่อยู่ในสังกัดไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานช่างรังวัดเอกชน

                             (๓) มีกรรมสิทธิ์ในเครื่องมือรังวัดซึ่งได้ขึ้นทะเบียนไว้กับนายทะเบียน ดังต่อไปนี้

                                       (ก) กล้องธิโอโดไลท์ สำนักงานละไม่น้อยกว่าสองกล้อง

                                       (ข) เครื่องจับมุมฉาก ไม่น้อยกว่าจำนวนช่างรังวัดเอกชนที่อยู่ในสังกัด

                                       (ค) เทปวัดระยะ ไม่น้อยกว่าจำนวนช่างรังวัดเอกชนที่อยู่ในสังกัด

                  ข้อ ๓ เมื่อนายทะเบียนได้รับคำขอพร้อมด้วยหลักฐานตามข้อ ๑ และข้อ ๒ แล้ว ให้เสนอคณะกรรมการช่างรังวัดเอกชนเพื่อพิจารณาต่อไป

                  ข้อ ๔ เมื่อคณะกรรมการช่างรังวัดเอกชนได้พิจารณาคำขอพร้อมด้วยหลักฐานตามข้อ ๑ แล้วมีมติอนุญาต ให้นายทะเบียนรับขึ้นทะเบียนและดำเนินการออกใบอนุญาตจัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชนให้ตามแบบ สช.๒ ท้ายกฎกระทรวงนี้

                             ใบอนุญาตจัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชนตามวรรคหนึ่ง ให้ทำเป็นคู่ฉบับรวมสองฉบับ มอบให้ผู้ขอหนึ่งฉบับ อีกหนึ่งฉบับให้เก็บไว้ ณ สำนักงานคณะกรรมการช่างรังวัดเอกชน

                  ข้อ ๕ เมื่อคณะกรรมการช่างรังวัดเอกชนได้พิจารณาคำขอตามข้อ ๑ และข้อ ๒ แล้ว ให้นายทะเบียนแจ้งมติให้ผู้ขอทราบ

 

หมวด ๒

การออกใบแทนใบอนุญาตจัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชน

 

                  ข้อ ๖ การออกใบแทนใบอนุญาตจัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชน ให้ดำเนินการดังนี้

                             (๑) กรณีที่ใบอนุญาตจัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชนของผู้ใดชำรุดหรือสูญหาย ให้ผู้นั้นหรือผู้ทำการแทนยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตจัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชนตามแบบ สช.๓ ท้ายกฎกระทรวงนี้ ต่อนายทะเบียน ณ สำนักงานคณะกรรมการช่างรังวัดเอกชน และแนบหลักฐานตามที่กำหนดไว้ในคำขอนั้น

                             (๒) เมื่อนายทะเบียนได้รับคำขอพร้อมด้วยหลักฐานตาม (๑) แล้ว และเห็นว่าหลักฐานที่แนบคำขอนั้นถูกต้อง ให้ออกใบแทนใบอนุญาตจัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชนให้แก่ผู้ขอ

                             (๓) ใบแทนใบอนุญาตจัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชนให้ใช้แบบใบอนุญาตโดยมีอักษรสีแดงคำว่า ใบแทน ไว้ด้านหน้าเหนือครุฑ และมุมบนด้านขวาให้มีวัน เดือน ปี พร้อมทั้งจำนวนครั้งที่ออกใบแทนใบอนุญาตไว้ด้วย

                             (๔) การออกใบแทนใบอนุญาตจัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชน ให้นายทะเบียนคัดลอกรายการในใบอนุญาต รวมทั้งคัดชื่อประธานกรรมการและชื่อนายทะเบียนผู้ออกใบอนุญาตไว้ และลงลายมือชื่อกำกับไว้ที่มุมบนด้านขวาของใบแทนใบอนุญาตใต้วันเดือนปีและจำนวนครั้งที่ออกใบแทนใบอนุญาต

                             (๕) เมื่อดำเนินการตาม (๔) เสร็จแล้ว หรือไม่อาจดำเนินการได้ ให้นายทะเบียนแจ้งให้ผู้ขอทราบโดยให้ผู้ขอลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน หรือแจ้งเป็นหนังสือโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับภายในสามสิบวันนับแต่วันยื่นคำขอ

 

หมวด ๓

การโอนใบอนุญาตจัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชน

.

 

                  ข้อ ๗ ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชนตาย ถ้าทายาทหรือผู้จัดการมรดกประสงค์จะประกอบกิจการสำนักงานช่างรังวัดเอกชนต่อไป ให้ยื่นคำขอรับโอนใบอนุญาตจัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชนตามแบบ สช.๔ ท้ายกฎกระทรวงนี้ ต่อนายทะเบียน ณ สำนักงานคณะกรรมการช่างรังวัดเอกชนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้รับใบอนุญาตตาย และแนบหลักฐานตามที่กำหนดไว้ในคำขอ

                  ข้อ ๘ เมื่อนายทะเบียนได้รับคำขอพร้อมด้วยหลักฐานตามข้อ ๗ แล้ว ให้ทำการตรวจสอบความถูกต้อง เมื่อเห็นว่ามีรายละเอียดถูกต้องและครบถ้วนตามที่กฎกระทรวงนี้กำหนดไว้แล้ว และผู้ขอมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ก็ให้เสนอคณะกรรมการช่างรังวัดเอกชนเพื่อพิจารณาและมีมติต่อไป

                             เมื่อคณะกรรมการช่างรังวัดเอกชนพิจารณาแล้ว เห็นว่าผู้ขอมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติช่างรังวัดเอกชน พ.ศ. ๒๕๓๕ และมีมติให้โอนใบอนุญาตจัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชนให้แก่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกได้ตามที่ขอ ให้นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ใหม่

                  ข้อ ๙ เมื่อดำเนินการตามข้อ ๘ เสร็จแล้วหรือไม่อาจดำเนินการได้ ให้นายทะเบียนแจ้งให้ผู้ขอทราบโดยให้ผู้ขอลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน หรือแจ้งเป็นหนังสือโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับภายในสามสิบวันนับแต่วันยื่นคำขอ

                  ข้อ ๑๐ ในกรณีที่ผู้จัดการมรดกเป็นผู้รับโอนใบอนุญาตจัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชนไว้และต่อมาประสงค์จะโอนใบอนุญาตดังกล่าวให้แก่ทายาทตามมาตรา ๓๘ แห่งพระราชบัญญัติช่างรังวัดเอกชน พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้ดำเนินการดังนี้

                             (๑) ให้ผู้โอนและผู้รับโอนยื่นคำขอโอนใบอนุญาตจัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชนตามแบบ สช.๕ ท้ายกฎกระทรวงนี้ ต่อนายทะเบียน ณ สำนักงานคณะกรรมการช่างรังวัดเอกชน และแนบหลักฐานตามที่กำหนดไว้ในคำขอ

                             (๒) ให้นำความในข้อ ๘ และ ข้อ ๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                  ข้อ ๑๑ ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชนประสงค์จะโอนการประกอบกิจการสำนักงานช่างรังวัดเอกชนตามมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติช่างรังวัดเอกชน พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้ดำเนินการดังนี้

                             (๑) ให้ผู้โอนและผู้รับโอนยื่นคำขอโอนการประกอบกิจการสำนักงานช่างรังวัดเอกชน ตามแบบ สช.๕ ท้ายกฎกระทรวงนี้ ต่อนายทะเบียน ณ สำนักงานคณะกรรมการช่างรังวัดเอกชนและแนบหลักฐานตามที่กำหนดไว้ในคำขอนั้น

                             (๒) ให้นำความในข้อ ๘ และ ข้อ ๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                                     ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๕

                                                                                                   (ลงชื่อ) เด่น โต๊ะมีนา

                                                                                                        (นายเด่น โต๊ะมีนา)

                                                                                           รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ปฏิบัติราชการแทน

                                                                                              รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

 

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๙ ตอน ๑๑๒ ลงวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๕)