การพระราชทานอภัยโทษ การนิรโทษกรรม

 

                            

                   การพระราชทานอภัยโทษ
                        การพระราชทานอภัยโทษ ( Pardon or Grace ) หมายถึงการยกเว้นโทษให้ทั้งหมด  หรือบางส่วน  หรือลดหย่อนผ่อนโทษลงไปแก่นักโทษผู้ที่ต้องคำพิพากษาให้รับโทษนั้นโดยยังถือว่าเป็นผู้กระทำความผิดและเคยต้องคำพิพากษา   การพระราชทานอภัยโทษเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ   การต้องโทษจะมีได้ก็โดยคำพิพากษาของศาลซึ่งทำในนามพระมหากษัตริย์   ดังนั้น   การพระราชทานอภัยโทษจึงเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์   อันนับเนื่องในพระมหากรุณาธิคุณส่วนหนึ่ง   การพระราชทานอภัยโทษนั้นจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีผู้ร้องขอหรือถวายเรื่องต่อพระมหากษัตริย์   และใช้เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้กระทำความผิดแล้วเท่านั้น   ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ที่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษนั้นไม่ต้องรับโทษอีกเลยหรือลดโทษให้มีการรับโทษแต่เพียงบางส่วน  ทั้งนี้ผลของการพระราชทานอภัยโทษนั้นหาทำให้สิทธิต่างๆ ที่ต้องสูญเสียไปเพราะคำพิพากษากลับคืนมาไม่

                   การนิรโทษกรรม
                        การนิรโทษกรรม ( Amnesty )  หมายถึง   การที่กฎหมายไม่ถือว่าการกระทำบางการกระทำเป็นความผิด  และโทษซึ่งเป็นผลสำหรับการนั้นไม่จำเป็นต้องถูกนำมาบังคับใช้    ซึ่งตามปกติการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด   หรือเป็นการยกโทษให้ทั้งหมด   ทั้งถือเสมือนหนึ่งว่ามิได้เคยต้องโทษนั้นมาเลย    คือให้ลืมความผิดนั้นเสีย    ผลของการนิรโทษกรรมนั้นมุ่งโดยตรงไปที่การกระทำผิดนั้นเอง   ซึ่งถือว่าไม่เป็นการผิดกฎหมาย   เมื่อเป็นเช่นนี้ความผิดซึ่งจะตกไปยังตัวบุคคลผู้กระทำความผิดนั้นย่อมต้องถูกลบล้างตามไปด้วย   นิรโทษกรรมนั้นเป็นการกระทำโดยฝ่ายนิติบัญญัติคือ   รัฐสภา  จะต้องออกเป็น   "พระราชบัญญัติ” ทั้งนี้เพราะว่าเมื่อการนิรโทษกรรมเป็นการถือเสมือนหนึ่งว่า   ผู้กระทำความผิดนั้นๆ มิได้กระทำความผิดเลยก็เท่ากับเป็นการลบล้างกฎหมายฉบับก่อนๆ ซึ่งเป็นการออกกฎหมายย้อนหลัง  (Non-Retroactive)  แต่เป็นการย้อนหลังที่ให้คุณแก่ผู้กระทำความผิดจึงสามารถบังคับใช้ได้  ดังนั้น   จึงควรให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติคือ  รัฐสภา  เป็นผู้ออก

                   ประเภทของการนิรโทษกรรม
                        การนิรโทษกรรมสามารถกระทำได้ทั้งก่อนและหลังมีคำพิพากษาและอาจมีการตรากฎหมายนิรโทษกรรมขึ้นมาได้โดยที่ไม่มีผู้ร้องขอ   เงื่อนไขทั่วไปของกฎหมายนิรโทษกรรมถูกกำหนดไว้   3   เงื่อนไขคือ   ระยะเวลาในการกระทำความผิด   การกำหนดตัวผู้กระทำความผิดและประเภทของความผิดที่จะได้รับการนิรโทษกรรม   โดยอาจแบ่งประเภทของกฎหมายนิรโทษกรรมออกเป็น 2 ประเภท   ดังนี้

                        1.  การนิรโทษกรรมเป็นการทั่วไปหรือการนิรโทษกรรมโดยเฉพาะเจาะจง   เช่น   การนิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำความผิดทางการเมือง  (Political  Offence) ทุกประเภท  หรือ  ให้เฉพาะแก่ผู้กระทำความผิดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษโดยกำหนดไว้ชัดเจน

                        2.  การนิรโทษกรรมโดยมีเงื่อนไขหรือโดยไม่มีเงื่อนไข   กล่าวคือ   เป็นการนิรโทษกรรมที่เด็ดขาดหรือไม่นั่นเอง   การนิรโทษกรรมโดยเด็ดขาดนั้นเป็นการออกกฎหมายมาแล้วเพียงแต่มีองค์ประกอบครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดก็ถือว่าบุคคลผู้นั้นไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด   แต่หากการนิรโทษกรรมนั้นเป็นการนิรโทษกรรมโดยมีเงื่อนไข   ผู้กระทำความผิดจะได้รับผลของการนิรโทษกรรมต่อเมื่อตนได้ปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กฎหมายกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว

                   ผลของการนิรโทษกรรม
                        ผลของการนิรโทษกรรมนั้นคือ  ถือเสมือนว่าไม่เคยมีการกระทำผิดนั้นๆ  ขึ้นมาก่อนเลย   หากผู้ที่ได้รับนิรโทษกรรมยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล   พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการต้องระงับการสอบสวนหรือฟ้องร้องแล้วแต่กรณีนั้นเสีย   แต่หากได้ถูกฟ้องร้องต่อศาลแล้วพนักงานอัยการต้องดำเนินการถอนฟ้อง  ถ้าพนักงานอัยการไม่ถอนฟ้อง  เมื่อจำเลยร้องขอหรือศาลเห็นเอง   ศาลก็จะพิพากษายกฟ้องหรือจำหน่ายคดีไปและสิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปด้วย

                        หากคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในศาลแล้วผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดได้กระทำหรือหากผู้กระทำความผิดกำลังรับการลงโทษก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง    และให้ถือเสมือนว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดมาก่อนเลย  ศาลจะพิพากษาเพิ่มโทษโดยอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดซ้ำไม่ได้   จะไม่รอการลงโทษหรือไม่รอลงอาญาก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน   เพราะกฎหมายนิรโทษกรรมถือว่าผู้นั้นไม่เคยกระทำผิดใดๆ มาก่อน

                        การนิรโทษกรรมนั้นไม่ได้ลบล้างข้อเท็จจริงว่าได้กระทำความผิดแต่เป็นการลบล้างองค์ประกอบของกฎหมายทำให้ไม่ต้องรับผิดในทางอาญาเท่านั้น  หากมีผู้ใดได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดทางอาญา  และการกระทำความผิดนั้นได้รับการนิรโทษกรรม ผู้ที่ได้รับความเสียหายมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการกระทำความผิดทางแพ่ง  เช่นความผิดในมูลละเมิดได้ ส่วนสิทธิอื่นๆ ที่เคยสูญเสียไปโดยผลของคำพิพากษานั้น ก็จะได้รับกลับคืนมา  เช่น   สิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้ง   สิทธิที่จะเข้ารับราชการ   แต่ไม่มีสิทธิได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์คืน   และไม่

มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด  บำเหน็จบำนาญ  ตามกฎหมายนิรโทษกรรมแต่ก็อาจได้รับกลับคืนตามกฎหมายอื่นได้

                   กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมในประเทศไทย

                   ในประเทศไทย   อำนาจในการนิรโทษกรรมเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ  จึงต้องกระทำโดยการตราขึ้นเป็นพระราชบัญญัติ  เว้นแต่กรณีเร่งด่วนซึ่งรัฐบาลสามารถตราเป็นพระราชกำหนดนิรโทษกรรมขึ้นใช้บังคับได้โดยต้องผ่านความเห็นชอบของฝ่ายนิติบัญญัติในภายหลัง   การนิรโทษกรรมครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี   พ.ศ. 2475   ที่ออกให้แก่การกระทำความผิดทางการเมือง

                        อย่างไรก็ดีหลักของการนิรโทษกรรมคือกฎหมายที่ออกมาภายหลังการกระทำความผิด  เพื่อให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดที่กระทำลงไป   จึงสามารถจำแนกกฎหมาย

นิรโทษกรรมได้เป็น  2  รูปแบบ   คือ  กรณีที่เกี่ยวกับความผิดทางการเมือง  และกรณีที่ไม่เกี่ยวกับความผิดทางการเมือง 

                   1.กรณีที่เกี่ยวกับความผิดทางการเมือง 

                        ศาสตราจารย์จิตติ   ติงศภัทิย์  มีความเห็นว่าการจะเป็นความผิดทางการเมืองนั้นต้องเป็นการกระทำความผิดต่อองค์การการเมืองแห่งรัฐ  ต่อรูปแบบการปกครอง   หรือต่อสิทธิทางการเมืองของประชาชน   ซึ่งอาจพิจารณาได้จากสภาพความผิดหรือมูลเหตุจูงใจ   หรือจุดประสงค์ในการกระทำความผิด   ทั้งนี้กฎหมายนิรโทษกรรมที่เกี่ยวกับความผิดทางการเมือง  มีทั้งกรณีที่เกี่ยวกับการปฏิวัติรัฐประหารไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม  ได้แก่กฎหมายดังต่อไปนี้  คือ พระราชกำหนดนิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน  พ.ศ. 2475  พรบ.ล้างมลทินผู้กระทำควาผิดทางการเมือง  ร.ศ. 130 พ.ศ. 2475  พรบ.นิรโทษกรรมในการจัดการให้คณะรัฐมนตรีลาออกเพื่อให้มีการเปิดสภาผู้แทน

ราษฏรตามรัฐธรรมนูญ  พ.ศ. 2476 พรบ.อนุมัติพระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดฐานกบฏและจลาจล  พ.ศ. 2488   พรบ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำรัฐประหาร  พ.ศ. 2490  พรบ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ที่ได้นำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช  2475  กลับมาใช้  พ.ศ.  2494   พรบ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินเมื่อวันที่   16  กันยายน   พ.ศ. 2500  พ.ศ.  2500  พรบ.นิรโทษกรรมในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ พ.ศ.2499 พรบ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการปฎิวัติเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 พ.ศ. 2502 พรบ.นิรโทษกรรมในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ (ฉบับที่ 2)พ..2502พรบ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการปฎิวัติเมื่อวันที่  17  พฤศจิกายน  พ.ศ.2514  พ.ศ.2515 พรบ.ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะปฏิวัติ  36/2515  ลงวันที่  22  มิถุนายน  พ.ศ. 2515 พ.ศ. 2517 พรบ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ 6  ตุลาคม  พ.ศ. 2519  พ.ศ.2519 พรบ.  นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรระหว่างวันที่  25  และวันที่  26   มีนาคม   พุทธศักราช   2520  พ.ศ. 2520  พรบ. นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่   20  ตุลาคม  พุทธศักราช  2520   พ.ศ. 2520  พรบ. นิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อความไม่สงบเพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินระหว่างวันที่  31  มีนาคม   ถึงวันที่  3  เมษายน   พุทธศักราช  2524  พ.ศ.  2524   พรบ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อความไม่สงบเพื่อยึดอำนาจการปกครอง แผ่นดินระหว่างวันที่  8  และวันที่ 9  กันยายน  พ.ศ.2528  พุทธศักราช  2531   พรบ. นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่  23 กุมภาพันธ์  พุทธศักราช  2534 

                        นอกจากนี้การนิรโทษกรรมที่เกี่ยวกับความผิดทางการเมืองในกรณีอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการปฎิวัติรัฐประหารอันอาจเกิดขึ้นจากการที่กลุ่มบุคคลเข้าร่วมกันเพื่อต่อต้านนโยบายด้านการเมืองของรัฐบาล  และภายหลังรัฐบาลอาจเห็นว่าไม่ควรดำเนินคดีหรือลงโทษผู้กระทำการเช่นนั้น   เช่น  กรณีของผู้กระทำการต่อต้านญี่ปุ่นในสมัยสงครามเอเชียบูรพา  หรือการประท้วงรัฐบาลในกรณีต่างๆ โดยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง   ดังนี้   พรบ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการต่อต้านการดำเนินสงครามของญี่ปุ่น พ.ศ. 2489 พรบ.นิรโทษกรรมแก่นักเรียน  นิสิต  นักศึกษาและประชาชนซึ่งกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับการเดินขบวนเมื่อวันที่  13  ตุลาคม  พ.ศ.  2516   พรบ. นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่  4  ถึงวันที่  6   ตุลาคม   พุทธศักราช  2519  พ.ศ. 2521 พรบ. นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอานาจักร  ตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2532

                   2. กรณีที่ไม่เกี่ยวกับความผิดทางการเมือง
                         มักใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการจัดระเบียบโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะก่อให้เกิดการปฎิบัติตามกฎหมายในภายหน้าเพื่อให้ลืมและไม่ลงโทษในการกระทำความผิดที่ทำมาก่อนนั้นและชักจูงให้ผู้กระทำผิดได้เริ่มต้นกระทำการที่ถูกกฎหมายต่อไป   ซึ่งกฎหมายประเภทนี้มักจะไม่ใช้คำว่านิร

                        โทษกรรมโดยตรงแต่เนื้อหาของบทบัญญัติแสดงให้เห็นว่าหากมีการกระทำตามเงื่อนไขของกฎหมายที่ได้ออกมาบังคับใช้ภายหลังแล้ว   ผู้กระทำผิดก็จะได้รับการยกเว้นและไม่ต้องถูกลงโทษจากการกระทำนั้น   ตัวอย่างของกฎหมายนิรโทษกรรมประเภทนี้ได้แก่   พรบ.ยกความผิดให้แก่ผู้ทำผิด 

                        พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร   และผู้ขาดหนีราชการทหารและตำรวจ  พ.ศ.  2475   หรือ พระราชบัญญัติยกโทษและทัณฑ์ให้แก่ทหารกองประจำการซึ่งขาดหรือหนีราชการ   พ.ศ. 2532   ที่บัญญัติยกโทษยกความผิดให้แก่ผู้หนีทหาร   พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ 8) พ..2530ที่บัญญัติยกเว้นโทษและจูงใจให้ประชาชนที่มีอาวุธปืนและอุปกรณ์ต่างๆ ที่บัญญัติไว้มาขอรับอนุญาตจากนายทะเบียนและให้นำอาวุธสงครามมามอบให้แก่ทางราชราชการ   หรือในกรณีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจูงใจให้ผู้ที่ไม่เคยเสียภาษีหรือเสียไม่ครบถ้วนให้เข้ามาเสียภาษีโดยจะไม่ถูกลงโทษทั้งทางเเพ่งและทางอาญา

                        อย่างไรก็ตามการจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมหรือไม่นั้นเป็นอำนาจและอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของฝ่ายนิติบัญญัติ   แต่เนื่องจากกฎหมายนิรโทษกรรมถือว่าเป็นข้อยกเว้นของหลักกฎหมายทั่วไป   จึงควรพิจารณาถึงผลกระทบที่จะตามมาภายหลังออกกฎหมายนิรโทษกรรมนั้นแล้วและควรใช้กฎหมายนิรโทษกรรมเท่าที่มีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น

 

(http //www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9500000065434)

 

 

--------------------------------