ความหมาย

กฎหมายและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง

ประเภทการจดทะเบียน

สาระสำคัญ

แนวทางการวินิจฉัย

คำพิพากษาฎีกา

ค่าธรรมเนียม

การจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวม

 

ความหมาย

          กรรมสิทธิ์รวม  คือ นิติกรรมซื้อขายหรือให้ ฯลฯ แต่เป็นการขายบางส่วน หรือให้บางส่วน  ฯลฯ กล่าวคือ หนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมีชื่อเจ้าของคนเดียวหรือหลายคน  คนเดียวหรือหลายคนขายบางส่วน  หรือให้บางส่วนไม่หมดแปลง  โดยไม่มีการรังวัดแบ่งแยกแต่สามารถทราบส่วนได้  โดยการบรรยายส่วนเรียกว่า กรรมสิทธิ์รวม เช่น  ๑ ส่วนใน ๔ ส่วน  หรือ ๑๐๐ ส่วนใน ๑,๐๐๐ ส่วน  เป็นต้น  แต่ทั้งนี้จะทราบเขตและเนื้อที่แน่นอนไม่ได้หากคู่กรณีทราบเขตและเนื้อที่แน่นอนแล้ว   จะต้องให้ขอรังวัดแบ่งแยกเสียก่อน   ความจริงแล้วหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (.. ๓ หรือ น.. ๓ ก.) ไม่ใช่หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ น่าจะเป็นเรื่องให้เติมชื่อไม่ใช่กรรมสิทธิ์    แต่ทางปฏิบัติได้ใช้ประเภทกรรมสิทธิ์รวมกันตลอดมา ดังนั้น  แม้การขายบางส่วนหรือให้บางส่วน  ฯลฯ  ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ก็ใช้ประเภทกรรมสิทธิ์รวม

 

กฎหมายและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง

         -  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์   มาตรา  ๑๓๕๖  ถึง  มาตรา  ๑๓๖๖

         -  คำสั่ง ที่ ๖/๒๔๙๙  ลงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๔๙๙  เรื่อง การจดทะเบียนประเภทกรรมสิทธิ์รวม

 

ประเภทการจดทะเบียน 

           -  กรรมสิทธิ์รวม  หมายความว่า หนังสือแสดงสิทธิมีชื่อเจ้าของคนเดียวให้บุคคลอื่นถือกรรมสิทธิ์รวม หรือมีชื่อ         เจ้าของหลายคน  ทุกคนให้บุคคลอื่นถือกรรมสิทธิ์รวม   (คำสั่งกรมที่ดินที่  /๒๔๙๙  ลงวันที่  ๑๓  กันยายน  ๒๔๙๙)

           -  กรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วน  หมายความว่า  หนังสือแสดงสิทธิมีชื่อเจ้าของหลายคน โดยมีบุคคล คนเดียวหรือหลายคน แต่ไม่ทั้งหมดให้บุคคลอื่นที่ยังไม่มีชื่อในหนังสือแสดงสิทธินั้น  หรือมีชื่อในหนังสือแสดงสิทธิอยู่แล้ว  แต่เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมโดยเพิ่มส่วนของตนให้มากขึ้น  (คำสั่งกรมที่ดินที่  /๒๔๙๙  ลงวันที่  ๑๓  กันยายน  ๒๔๙๙)

           -  กรรมสิทธิ์รวม  (ปลอดจำนอง)  กรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วน (ปลอดจำนอง)  หมายความว่า  ที่ดินที่มีการจำนองครอบติดอยู่และมีชื่อคนเดียวหรือหลายคน  คนเดียวหรือหลายคน  (ทั้งหมด) หรือ

แต่บางคนไม่ทั้งหมดแล้วแต่กรณี  ยอมให้บุคคลอื่นเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมและในส่วนของบุคคลที่เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมใหม่นี้พ้นจากการจำนองโดยส่วนที่เหลือยังคงจำนองอยู่ตามเดิม  ในวงเงินจำนองเดิม  (หนังสือกรมที่ดินตอบข้อหารือจังหวัดนนทบุรี  ที่  มท  ๐๖๐๘/๕๐๗๙๑  ลงวันที่  ๒๓  ธันวาคม  ๒๕๑๓  เวียนโดยหนังสือกรมที่ดิน  ที่  มท  ๐๖๐๘/  ๕๑๕๙๗  ลงวันที่  ๓๐  ธันวาคม  ๒๕๑๓)

             -  กรรมสิทธิ์รวม (โอนชำระหนี้จำนองบางส่วน)  หมายความว่า  การจดทะเบียนประเภทที่อยู่ในระหว่างจำนอง  ต่อมาผู้จำนองตกลงโอนที่ดินชำระหนี้จำนองบางส่วนแก่ผู้รับจำนองโดยให้ส่วนที่ดินชำระหนี้ปลอดจากการจำนอง  ส่วนที่เหลือคงมีการจำนองต่อไปตามเดิม  (บันทึกกองทะเบียนที่ดิน ที่  มท ๐๖๑๒/๑๒๖  ลงวันที่  ๑๒  มกราคม  ๒๕๒๐)

         -  กรรมสิทธิ์รวม (โอนให้ตัวการ)  หมายความว่า  หนังสือแสดงสิทธิ์ในที่ดินมีชื่อบุคคลคนหนึ่งโอนให้ตัวการบางส่วนไม่หมดทั้งแปลง    โดยไม่มีการรังวัดแบ่งแยกแต่สามารถทราบส่วนได้ (ถ้าต้องการจะให้ทราบ) โดยการบรรยายส่วนแต่จะทราบเขตและเนื้อที่ที่แน่นอนไม่ได้  หากคู่กรณีทราบเขตและเนื้อที่ที่แน่นอนแล้วก็จะต้องไปจดทะเบียนประเภทแบ่งโอนให้ตัวการ  ตัวอย่างการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวม  (โอนให้ตัวการ)  เช่น  โฉนดที่ดินมีชื่อนาย    ซึ่ง    ถือไว้แทน    บางส่วนและต้องการจะโอนส่วนที่เป็นของ    คืนให้  ข โดยคู่กรณียังไม่ประสงค์จะแยกที่ดินออกจากกัน  การจดทะเบียนก็จะปรากฏชื่อ  ข และ    ในโฉนดที่ดิน  (บันทึกกองทะเบียนที่ดิน  ที่  มท  ๐๖๑๒//๒๓  ลงวันที่  ๑๕  กันยายน  ๒๕๒๑)

 

สาระสำคัญ

            -   กรณีที่จะถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวม  ต้องเป็นกรณีที่บุคคลหลายคนต่างก็เป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นรวมกัน  โดยไม่ได้แยกเป็นสัดส่วนว่า ใครเป็นเจ้าของส่วนใดของทรัพย์สินนั้น  ( ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๕๖)

-   การจดทะเบียนประเภทกรรมสิทธิ์รวม ต้องเป็นกรณีที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินคนเดียวหรือหลายคนประสงค์จะให้บุคคลอื่นเพียงคนเดียวหรือหลายคนมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงเดียวกัน โดยไม่ระบุเขตหรือเนื้อที่แน่นอนว่าคู่กรณีถือส่วนในกรรมสิทธิ์ที่ดินตรงไหน และมีจำนวนที่ดินเท่าใด โดยมีค่าตอบแทนหรือโดยเสน่หาก็ได้

-  ในกรณีผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินรวมคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนประสงค์จะให้บุคคลอื่นเพียงคนเดียวหรือหลายคนถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินเฉพาะส่วนของตนได้  โดยผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมคนอื่นไม่จำต้องให้ถ้อยคำยินยอม

         (คำสั่งที่ ๖/๒๔๙๙  ลงวันที่ ๑๓  กันยายน  ๒๔๙๙)

          -   ถ้าเจ้าของรวมได้กำหนดตกลงไว้ชัดแจ้ง  หรือมีกฎหมายแบ่งส่วนกันไว้ชัดแจ้งว่ามีมากน้อยกว่ากันอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น  แต่ถ้าไม่มีนิติกรรมหรือกฎหมายกำหนดไว้ชัด  ก็ให้ถือว่าเจ้าของรวมแต่ละคนมีส่วนเท่ากัน  (ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๕๗)

          -   หนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่มีชื่อหลายคน  ถ้าคนหนึ่งคนใดจะให้บุคคลอื่นถือกรรมสิทธิ์โดยระบุส่วนไปด้วย  จะต้องให้ผู้มีชื่อในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินนั้นทุกคน  มาจดทะเบียนบรรยายส่วนให้ทราบเสียก่อนว่าแต่ละคนมีส่วนในที่ดินนั้นเท่าใด  เมื่อมีการจดทะเบียนบรรยายส่วนแล้ว  ต่อไปคนหนึ่งคนใดจะให้บุคคลอื่นถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วน  โดยระบุส่วนว่ามีกี่ส่วนในที่ตนมีส่วนอยู่ก็ย่อมดำเนินการได้        -   การแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม  สามารถกระทำได้โดยแบ่งทรัพย์สินกันเองระหว่างเจ้าของรวม  การตกลงแบ่งกันเองระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมจะตกลงแบ่งด้วยวิธีใดก็ได้  เช่น แบ่งครอบครองกันอย่างเป็นสัดส่วน  ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมกฎหมายมิได้กำหนดแบบจะทำกันด้วยวาจาก็ได้  ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้  (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๑๕/๒๕๒๔)  บันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินกรรมสิทธิ์รวมที่ไม่สามารถกำหนดได้แน่นอนว่า แบ่งกันจุดไหนยังใช้บังคับไม่ได้  (คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๕/๒๕๓๓) 

 

วิธีดำเนินการการจดทะเบียนประเภทกรรมสิทธิ์รวม

         (๑)  จัดทำคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมฯ  ตามแบบ ท.ด.๑  หรือ ท.ด.๑ ก และบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมตามแบบ ท.ด.๗๐   (คำสั่งที่ ๒/๒๕๐๐  ลงวันที่  ๒๐ กุมภาพันธ์  ๒๕๐๐)

         (๒)  ในกรณีที่มีการตกลงกันให้มีค่าตอบแทนให้ระบุจำนวนเงินไว้ในข้อตกลงให้ชัดเจน  ถ้าไม่มีค่าตอบแทนก็ให้ระบุไว้ว่าโดยเสน่หา

         (๓)  การขอจดทะเบียนประเภทกรมสิทธิ์รวมโดยคู่กรณีขอให้ระบุส่วนให้หมายเหตุใน ท.ด.๑ หรือ ท.ด.๑ ก และสารบัญจดทะเบียนให้ปรากฏข้อความว่า  “นาย……………….ยินยอมให้นาย………………ถือกรรมสิทธิ์รวมด้วยจำนวน………………….” 

         (๔)  การจดทะเบียนประเภทกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วน  ให้หมายเหตุใน ท.ด.๑ หรือ ท.ด.๑ ก และสารบัญจดทะเบียนให้ปรากฏข้อความว่า “นาย………………..ยินยอมให้นาย………………..ถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของนาย……………………ส่วนของคนอื่นคงอยู่ตามเดิม”

         (๒) (๓) (๔) คำสั่งที่ ๖/๒๔๙๙  ลงวันที่  ๑๓ กันยายน  ๒๔๙๙

 

แนวทางการวินิจฉัยที่สำคัญเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์รวม

            ๑. ในการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนในโฉนดที่ดินซึ่ง ป. และ ย. ผู้ขายกับ น. ผู้ซื้อมีเจตนาซื้อขายที่ดินแปลงนี้เฉพาะส่วน ป. และ ย. ซื้อมาจาก ห. จำนวน ๑๐ ส่วน ในที่ดินทั้งหมด ๑๔ ส่วน คงเหลือเพียงส่วนของ ป. ที่รับมรดกจาก ด. จำนวน ๑ ส่วน เท่านั้น ส่วนของ ย.หมดไป การที่พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนในประเภทกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วน โดยเติมชื่อ น. ลงในโฉนดที่ดินและคงชื่อ ป. ไว้แต่มิได้ยกชื่อ ย. มาจดไว้ด้วย จึงไม่ถูกต้องตามหลักการทางทะเบียน เนื่องจากการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมเป็นการให้ผู้อื่นเข้ามีกรรมสิทธิ์รวมโดยตนเองก็ยังมีกรรมสิทธิ์อยู่

             ในกรณีนี้การจดทะเบียนให้ถูกต้องตามหลักทางทะเบียน และเจตนาที่แท้จริงของผู้ขอ ก่อนจดทะเบียนลงชื่อ น. ในโฉนดที่ดิน ควรจดทะเบียนบรรยายส่วนให้ปรากฏว่าในที่ดินแปลงนี้ ส่วนระหว่าง ป. และ ย. มีอยู่อย่างไร  คนละกี่ส่วนแล้วให้ ป. จดทะเบียนขายเฉพาะส่วนของตนแก่ น. เสร็จแล้วจึงให้ ป. จดทะเบียนให้ น. ถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วน  โดยรวมส่วนของ น. ที่ได้จากการจดทะเบียนทั้งสองรายการเท่ากับ ๑๐ ส่วน ป.  เหลือเพียงส่วนที่ได้รับมรดกจาก ด. จำนวน ๑ ส่วนเท่านั้น 

         ๒.  โฉนดที่ดินที่ออกให้แก่ ว. และ ซ. จดทะเบียนบรรยายส่วน เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ ว่า “ที่แปลงนี้มี ๓,๔๙๔ ส่วน  เป็นของ ว. ๓,๓๙๔ ส่วน   เป็นของ ซ. ๑๐๐ ส่วน”  ในวันเดียวกัน ซ. ได้จดทะเบียนขายเฉพาะส่วน (รวม ๒ โฉนด) ให้แก่ ห. ต่อมาวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๑  ได้จดทะเบียนเลิกบรรยายส่วน และในวันที่ ๒๒ ธันวาคม  ๒๕๓๑  จดทะเบียนบรรยายส่วนกันใหม่เป็นว่า “ ที่ดินแปลงนี้มี ๓,๔๔๔ ส่วน  เป็นของ ห. ๕๖๐ ส่วน  เป็นของ ส. อ. ก. บ. และ ด. คนละ ๕๗๐ ส่วน  เป็นของ ว. ๓๔ ส่วน”  การจดทะเบียนเลิกบรรยายส่วนและบรรยายส่วนใหม่ดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นโอนที่ดินบางส่วนให้แก่กันนั่นเองซึ่งที่ถูกจะต้องจดทะเบียนในประเภท ”กรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วน”  โดย ว. โอนกรรมสิทธิ์ของตนเพียงบางส่วนให้แก่ ห. กับพวก    

 

คำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง  

         ๑.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๓๐๓/๒๔๘๘  หญิงชายแต่งงานอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส  ซึ่งถือว่าไม่เป็นสามีภรรยากันตามกฎหมายนั้น  ตามปกติย่อมแสดงและถือว่าเจตนาเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน  ไม่ว่าจะได้มาโดยทุนทรัพย์หรือแรงงานของฝ่ายใด  โดยถือว่าต่างมีสิทธิเป็นเจ้าของคนละครึ่ง

         ๒.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๑๔๖๐/๒๔๙๓  โจทก์ออกเงินซื้อที่ดินร่วมกับจำเลยโดยมีเงื่อนไขว่าเมื่อสามีโจทก์แปลงชาติเป็นไทยได้เรียบร้อยแล้ว   จำเลยจะโอนโฉนดใส่ชื่อโจทก์ร่วมด้วย ดังนี้  หาเป็นสัญญาที่ผิดกฎหมายไม่ และต่อมาเมื่อสามีโจทก์แปลงชาติเป็นไทยได้เรียบร้อยแล้ว จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามสัญญานั้น

         ๓.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๑๕๔๖/๒๔๙๓  เจ้าของร่วมที่ดินเพียงคนใดคนหนึ่งย่อมมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่ผู้ที่แย่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นได้ตามมาตรา ๑๓๕

         ๔.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๖๔๒/๒๔๙๗  หลายคนตกลงร่วมกันซื้อที่ดินมีโฉนดเดียวกับแปลงหนึ่ง  เมื่อซื้อแล้วก็รังวัดแบ่งเขตกันครอบครองเป็นส่วนสัดที่ตนตกลงซื้อ  เช่นนี้ย่อมทำได้ และในกรณีนี้ต่อมาหากผู้ซื้อผู้หนึ่งบุกรุกส่วนของอีกผู้หนึ่งก็ต้องรับผิดในเรื่องค่าเสียหาย จะอ้างสิทธิในฐานะเป็นเจ้าของร่วมขึ้นต่อสู้หาได้ไม่ แต่ขอให้แบ่งแยกที่ดินตามส่วนที่ซื้อครอบครองนั้นได้

         ๕.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๑๐๗๒/๒๔๙๗  เจ้าของรวมคนหนึ่งทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินทั้งแปลง  โดยเจ้าของรวมคนอื่นมิได้ยินยอมด้วย สัญญาจะขายไม่เป็นโมฆะ เป็นแต่ผู้ซื้อจะฟ้องบังคับให้โอนตามสัญญาไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๑ วรรคสอง

         ๖.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๔๒๔/๒๕๐๑  ดอกผลของทรัพย์ในกรรมสิทธิ์รวม  ย่อมได้แก่เจ้าของรวมตามส่วนที่มีในกรรมสิทธิ์รวมนั้น

         .  คำพิพากษาฎีกาที่  ๑๒๔๐/๒๕๐๖ การแบ่งส่วนเจ้าของรวมต้องเป็นไปตามส่วนที่ตนเป็นเจ้าของ ซึ่งแล้วแต่ข้อเท็จจริงว่า  ตนมีสิทธิเพียงใด  การที่ยกเอาข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๕๗  มาแบ่งเท่ากันในเมื่อปรากฏสิทธิของเจ้าของรวมอยู่ชัดแจ้งแล้วนั้น  จึงไม่ถูกต้อง

               บุคคล ๕ คน มีชื่อในโฉนดร่วมกันโดยไม่ระบุว่าผู้ใดมีสิทธิเท่าใด  หากข้อเท็จจริงที่นำสืบปรากฏชัดว่า  ได้มีชื่อในโฉนดร่วมกันนั้นเพราะได้รับโอนมรดกมา  และสิทธิในการรับมรดกของแต่ละคนก็ปรากฏชัดตามทางนำสืบด้วยแล้ว  ดังนั้น จะยกข้อสันนิษฐานมาให้แบ่ง ๕ ส่วนได้คนละเท่ากันตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๕๗ ไม่ได้  

         ๘.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๒๙๘/๒๕๐๘  เจ้าของรวมคนหนึ่งอาจใช้สิทธิครอบครองไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้  ฉะนั้น ผลแห่งคดีที่แม้เจ้าของรวมเพียงคนเดียวเป็นโจทก์ฟ้อง  ก็ย่อมต้องผูกพันถึงเจ้าของร่วมคนอื่นๆ ด้วย เหตุนี้ถ้าเจ้าของรวมคนอื่นมาฟ้องอีก  จึงเป็นฟ้องซ้ำ

         ๙.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๕๙๑/๒๕๐๘  โจทก์จำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่พิพาทอันเป็นที่ดินมือเปล่า  จำเลยไปแจ้งการครอบครองที่พิพาทเป็นของจำเลยแต่ผู้เดียว  และยื่นคำขอรับรองการทำประโยชน์กับยื่นคำขอจดทะเบียนนิติกรรมขายฝาก โจทก์รู้แต่ก็นิ่งเสียไม่คัดค้าน แสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ให้จำเลยแสดงตนเป็นเจ้าของนาที่พิพาทแต่ผู้เดียว  โดยยินยอมให้จำเลยขายฝากที่พิพาท  การขายฝากจึงผูกพันโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๓ วรรค ๒   

         ๑๐.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๖๕๖/๒๕๐๘  ผู้ตายและจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกัน เมื่อผู้ตายตาย ที่ดินส่วนของผู้ตายย่อมเป็นมรดกให้แก่ทายาท โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิจะยึดทรัพย์ส่วนของจำเลยมาชำระหนี้ตนได้ แต่ต้องไม่ทำให้กระทบกระเทือนถึงส่วนได้ของผู้อื่นผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลย

         ๑๑.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๗๐๙/๒๕๐๘  การที่บุคคลมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดร่วมกันนั้น ถือว่ามีกรรมสิทธิ์รวม

         ๑๒.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๗๔๗/๒๕๐๘  ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๕๗  ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของร่วมกันมีส่วนเท่ากัน  หาได้กำหนดเด็ดขาดลงไปไม่ว่า  ถ้ามีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันแล้ว ให้ถือว่าผู้เป็นเจ้าของร่วมมีส่วนเท่า ๆ กัน หากข้อเท็จจริงเป็นประการอื่น คือผู้เป็นเจ้าของร่วมกันต่างเป็นเจ้าของทรัพย์ไม่เท่ากัน  ก็ย่อมหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้

         ๑๓.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๑๖๑/๒๕๐๙  เจ้าของรวมแต่ผู้เดียว ย่อมมีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์ซึ่งตนมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้อื่นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๙ โดยไม่ต้องรับมอบอำนาจจากเจ้าของรวมคนอื่น ๆ

         ๑๔.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๑๓๐๐/๒๕๐๙  โจทก์และสามีจำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมกันและได้ตกลงแบ่งแยกที่ดินกันเป็นสัดส่วน  เจ้าพนักงานได้บันทึกข้อตกลงไว้  แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนแบ่งแยกสามีจำเลยได้ตายลง  ข้อตกลงของโจทก์และสามีจำเลยที่เจ้าพนักงานได้บันทึกไว้นี้ ถือได้ว่าเป็นสัญญาประนีประนอมแบ่งที่ดินกัน  โจทก์จะปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามหาได้ไม่   

         ๑๕.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๑๑๙๕/๒๕๑๐  เจ้าของรวมในทรัพย์ที่ถูกยึดมาขายทอดตลาดยื่นคำร้องขอแบ่งเงินที่ได้จากการขายภายหลังจากการขายทอดตลาดได้

         ๑๖.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๘๓/๒๕๑๒ ในระหว่างที่ผู้ร้องกับจำเลยยังไม่ให้จดทะเบียนสมรสกัน แต่ตามพฤติการณ์ที่ผู้ร้องกับจำเลยปฏิบัติต่อกันเป็นการแสดงว่าผู้ร้องกับจำเลยได้ร่วมกันทำมาหากินแสวงหาทรัพย์สินมาเป็นสมบัติของผู้ร้องและจำเลยร่วมกัน ทั้งนี้เจตนาที่จะเป็นเจ้าของในทรัพย์พิพาท โดยใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน  พฤติการณ์เช่นนี้เห็นได้ว่า บรรดาทรัพย์ที่ผู้ร้องหรือจำเลยหามาได้ระหว่างนั้น  แม้จะเป็นด้วยแรงหรือเงินของฝ่ายใดก็ไม่สำคัญ  ก็ต้องถือว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยทั้งสองฝ่ายมีเจตนาที่จะเป็นเจ้าของร่วมกัน  และเมื่อผู้ร้องกับจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกัน  ทรัพย์ทั้งหมดโนเฉพาะทรัพย์พิพาทจึงเป็นสินบริคณห์ประเภทสินเดิมของผู้ร้องและจำเลยเท่าๆ กัน  ฉะนั้นโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยจึงมีสิทธิมาร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแยกทรัพย์พิพาทออกเป็นส่วนจำเลยครึ่งหนึ่งได้

            ๑๗.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๑๕๔๓/๒๕๑๔  จำเลยและผู้ร้องมีชื่อเป็นเจ้าของรวมในโฉนดที่ดิน  เมื่อยังไม่ ปรากฏว่ามีการแบ่งแยกโฉนดเป็นสัดส่วน  จำเลยจึงยังมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ด้วย  โจทก์มีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินนั้นได้

         ๑๘.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๕๖๖/๒๕๑๘  โจทก์กับ ส.ท.ภ. และ ส. มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกัน จำเลยเช่าที่ดินดังกล่าวจาก ส. ครบกำหนดแล้ว ส. ฟ้องขับไล่จำเลย ดังนี้ เป็นเรื่องที่ ส. เจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์เรียกร้องเอาทรัพย์สินคืนจากจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๖. ๑๓๕๙ ประกอบด้วยมาตรา ๓๐๒ กล่าวคือเจ้าของร่วมแต่ละคนมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์คืน โดยไม่จำต้องให้เจ้าของรวมทุกคนร่วมกันฟ้อง  และจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่เจ้าของรวมหมดทุกคน จึงเท่ากับเป็นการฟ้องคดีแทน เมื่อ ส. ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่เช่าแล้ว และคดีอยู่ระหว่างพิจารณาโจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินเช่นเดียวกับคดีที่ ส. ฟ้องนั้นอีก จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓

         ๑๙.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๒๘๒๐/๒๕๒๓  ที่ดินมีโฉนดมิได้ระบุว่าผู้ใดมีกรรมสิทธิ์คนละเท่าใด  กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๗ ซึ่งให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน  ต่อมาได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของเจ้าของรวมคนหนึ่งโดยระบุส่วนของเจ้าของรวมคนนั้นเกินไปก็หาผู้รับโอนได้กรรมสิทธิ์ส่วนที่เกินไปด้วยไม่

          ๒๐.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๑๔๔๙/๒๕๒๔  ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดเฉพาะส่วนที่เกินจำนวน ๖ ไร่ ๕๓ ตารางวา โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๒ มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดดังกล่าวเพียง ๖ ไร่ ๕๓ ตารางวา เท่านั้น  เมื่อตามคำร้องและข้อเท็จจริงปรากฎว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นอยู่ดัวย  ศาลก็ต้องยกคำร้องของผู้ร้อง  เพราะกรรมสิทธิ์ของเจ้าของรวมแต่ละคนนั้นย่อมครอบไปเหนือทรัพย์สินทั้งหมดจนกว่าจะมีการแบ่ง

         ๒๑.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๓๔๐๙/๒๕๒๕  จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนด  แม้จะฟังว่าเป็นการมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องด้วย จำเลยก็มีฐานะเป็นตัวแทนของผู้ร้องในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินของผู้ร้อง  และผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อ  เมื่อจำเลยได้นำที่ดินพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างไปจำนองไว้แก่โจทก์  การจำนองย่อมมีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของผู้ร้องด้วย  ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิ ที่จะขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าวที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้

         ๒๒.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๒๒๐๘/๒๕๒๖  โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัวและทายาทผู้รับมรดกของ ก. ขอให้พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์มีสิทธิครอบครอง  เมื่อมีทายาทอื่นเป็นเจ้าของรวมในที่พิพาทด้วย  การที่จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ยอมรับว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ยินยอมเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนในเอกสารสิทธิให้โจทก์   จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการที่เจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิ  อันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบครองไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกตาม  ป.พ.พ.  ม. ๑๓๕๙   และการที่ศาลขั้นต้นพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ  ก็มิใช่คำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ของที่พิพาท อันจะมีผลใช้ยันทายาทอื่นซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ คำพิพากษาตามยอมมีผลผูกพันเฉพาะจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.ว.พ. ม. ๑๔๕ วรรคแรก เท่านั้น

         ๒๓.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๗๘๖–๗๘๗/๒๕๓๓  การที่โจทก์และจำเลยที่ ๑  ได้ที่พิพาทมาในระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรสนั้น  ถือว่าพิพาทเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันคนละครึ่ง แม้ที่พิพาทจะมีชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดแต่ผู้เดียวก็เป็นการกระทำแทนโจทก์ด้วย  จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีสิทธิเอาที่พิพาทส่วนของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนขายให้จำเลยที่ ๒ โดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ฉะนั้นเมื่อจำเลยที่ ๒ รับโอนที่พิพาทมาจากจำเลยที่ ๑ โดยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย จึงเป็นการมาสุจริต ไม่ผูกพันส่วนของโจทก์  จำเลยที่ ๒ จึงต้องจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินพิพาทด้วย

         ๒๔.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๑๔๔๑/๒๕๓๘  ข้อสันนิษฐานตาม  ป.พ.พ มาตรา ๑๓๔๗ ที่ว่าเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน ไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด คู่ความมีสิทธิที่จะนำสืบให้รับฟังเป็นอย่างอื่นและสามารถนำพยานบุคคลมานำสืบหักล้างพยานเอกสารสัญญาจำนองและสัญญาซื้อขาย  ที่ดินแสดงการเป็นเจ้าของรวมนั้นได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔

         ๒๕.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๓๔๘๗/๒๕๓๗  โจทก์เป็นเจ้าของรวมที่ดินมีโฉนด  จำเลยได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินดังกล่าวจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว  ก็เท่ากับว่าจำเลยได้ครอบครองปรปักษ์ในส่วนที่โจทก์เองเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย  แม้ภายหลังโจทก์จะรับโอนที่ดินจากผู้มีกรรมสิทธิ์รวมคนอื่นจนโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินเพียงคนเดียว  ก็ไม่ถือว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกตามความหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๙๙  วรรคสอง  จำเลยยกเอาการได้ที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองปรปักษ์ใช้ต่อสู้โจทก์ได้  จำเลยจึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์

         ๒๖.  คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๕๙/๒๕๓๗  ตามกฎหมายเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทุกคนต่างเป็นเจ้าร่วมกันทุกตอนในที่ดินทั้งแปลงนั้น  แต่ในระหว่างเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมด้วยกันเอง  อาจอ้างการครอบครองเป็นสัดส่วนตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องการครอบครองต่อกันได้  โดยตกลงแบ่งที่ดินกันเองแล้วลงชื่อรับรองหลักเขตที่เจ้าพนักงานที่ดินปัก  เพื่อรังวัดแบ่งแยกซึ่งเป็นการตกลงแบ่งทรัพย์กันเองอันมีผลบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๔  โดยถือว่าเป็นเรื่องของความยินยอมของเจ้าของรวมทุกฝ่ายพร้อมใจกันให้เป็นเช่นนั้น  แต่การครอบครองเป็นส่วนสัดดังกล่าวนี้มิได้เป็นผลถึงกับจะทำให้ที่ดินเป็นอีกแปลงหนึ่งต่างหากจากที่ดินแปลงใหญ่ในโฉนดเดิมนั้นไปได้  แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการแบ่งแยกโฉนดออกจากกัน  ก็ต้องถือว่าเป็นที่ดินแปลงเดียวโฉนดเดียวกันอยู่

         ๒๗.  คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๕๘/๒๕๓๘  เมื่อ ส.  ถึงแก่กรรมที่ดินของ ส.  เป็นทรัพย์มรดกตกทอด   แก่บุตรซึ่งเป็นทายาทของ ส. ทุกคน โจทก์กับ ร. กับทายาทคนอื่นรวม ๗ คน จึงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินทรัพย์มรดก เมื่อมรดกของ ส. ยังมิได้แบ่งเป็นระหว่างทายาท  . ทายาทคนหนึ่งนำที่ดินทรัพย์มรดกไป  ทำสัญญาจะซื้อขายให้จำเลยทั้งแปลง โดยทายาทคนอื่นซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมมิได้ยินยอมด้วยก็คือว่าทำไปโดยไม่มีสิทธิคงผูกพันเฉพาะ ร. เท่านั้น แม้สัญญาซื้อขายจะมีผลผูกพัน ร.  จำเลยก็มีสิทธิเพียงเรียกร้องบังคับเหนือ ร. ในฐานะคู่สัญญาได้เท่านั้น เมื่อโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมในการทำสัญญาซื้อขายหรือมอบโฉนดที่ดินให้จำเลยยืดถือไว้ ขอให้จำเลยส่งโฉนดเพื่อที่โจทก์จะนำไปแบ่งแยกเป็นชื่อของโจทก์และ ทายาทคนอื่นในฐานะผู้มีสิทธิรับมรดกจึงเป็นสิทธิอันชอบของโจทก์จำเลยย่อมไม่มีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดิน  ไว้ต้องคืนให้โจทก์

         ๒๘.  คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๗๕/๒๕๓๙ ที่พิพาทเป็นสินสมรสระหว่าง ร. กับโจทก์ เมื่อ ร. ตายจึงตกเป็นของโจทก์ครึ่งหนึ่งอีกครึ่งหนึ่งตกทอดแก่ทายาท ดังนั้น โจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่พิพาท โดยจำเลยที่ ๑ มีกรรมสิทธิ์เพียงบางส่วน เมื่อปรากฎว่าที่พิพาทยังมิได้มีการแบ่งแยกกันครอบครองเป็นส่วนสัดแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ ๑ ให้ออกจากที่พิพาทได้ ส่วนจำเลยที่ ๒ ซึ่งปลูกบ้านในที่พิพาทโดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่ได้  อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ ๑  ครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทแต่เพียงผู้เดียว  เช่นนี้ถือว่าเป็นการใช้สิทธิเกินส่วน ซึ่งทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะจำเลยที่ ๑ มีกรรมสิทธิ์เป็นส่วนน้อยจำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ และโจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่พิพาทเป็นคดีใหม่ตามส่วนของตนได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ ()

         ๒๙.  คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๐๔/๒๕๔๐ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๕๙ ให้อำนาจเจ้าของรวมคนใดคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมด การใช้สิทธิดังกล่าวรวมถึงการใช้สิทธิทางศาลด้วย เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งในที่ดินพิพาท โจทก์แต่ผู้เดียวย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจากเจ้าของรวมคนอื่นแต่อย่างใดดังนั้น หนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีจะปิดอากรแสตมป์หรือไม่ โดยได้รับความยินยอมจากสามีหรือไม่ จึงมิใช่ข้อสาระสำคัญจักต้องวินิจฉัยโจทก์มีอำนาจฟ้อง

         ๓๐.  คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๗/๒๕๔๑ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๗ ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของร่วมกันมีส่วนเท่ากันนั้น เป็นเรื่องของความสันนิษฐานเท่านั้น คู่กรณีย่อมมีสิทธินำสืบหักล้างได้ว่ามีความจริงมีอยู่อย่างไร

                ที่ดินซึ่งบุตรมีชื่อในตราจองร่วมกัน  แต่แยกกันครอบครองตลอดมาตามสัดส่วนที่มารดายกให้ ต้องถือว่าต่างคนต่างมีสิทธิในที่ดินส่วนที่ตนครอบครอง

          ๓๑.  คำพิพากษาฎีกาที่  ๑๒๔๒/๒๕๔๒  จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพิพาทร่วมกับโจทก์ โดยปลูกบ้านบนที่ดิน ๒ แปลง และล้อมรั้วรอบที่ดินทั้งสองแปลง ที่ดินแปลงหนึ่งจำเลยได้รับการยกให้จากมารดา อีกแปลงหนึ่งคือที่ดินพิพาท โจทก์ได้รับการยกให้จากน้องชายจำเลยโดยมีข้อแลกเปลี่ยนให้โจทก์ยอมรับบุตรของน้องชายจำเลยเป็นบุตรของโจทก์ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแม้โจทก์จะมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแต่ผู้เดียวก็ตาม แต่โจทก์ได้ที่ดินพิพาทมาในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย โดยได้รับการยกให้จากน้องชายจำเลยด้วยความสัมพันธ์และข้อแลกเปลี่ยนระหว่างบุคคลในครอบครัวทั้งสองฝ่ายได้ครอบครองร่วมกันมาระหว่างอยู่กินด้วยกันถือว่าเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน โจทก์จำเลยจึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทร่วมกันคนละครึ่ง

          ๓๒.  คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๘๑/๒๕๔๒ ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๕๗ เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของกฎหมายในกรณีที่ไม่ปรากฏชัดว่าเจ้าของรวมแต่ละคนมีส่วนคนละเท่าใดเท่านั้น  จึงให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรวมแต่ละคน มีส่วนเท่ากัน แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทต่างแบ่งแยกครอบครองที่ดินกันเป็นส่วนสัด ย่อมแสดงให้เห็นว่าต่างประสงค์ที่จะยึดถือที่ดินส่วนที่ตนครอบครองเป็นของตน จึงไม่อาจนำข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับได้ การที่โจทก์จำเลยจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินร่วมกันก็ไม่ใช่ข้อที่จะฟังว่าจำเลยมิได้ครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัด กรณีต้องแบ่งที่ดินพิพาทตามส่วนที่แต่ละคนครอบครอง

          ๓๓.  คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๐๓๓/๒๕๔๒ ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยากัน และร่วมกันประกอบกิจการค้าขาย ต่อมาผู้ร้องกับจำเลยจดทะเบียนหย่ากัน แต่ยังคงอยู่กินเป็นสามีภริยาและประกอบกิจการค้าขายร่วมกัน  ระหว่างนั้นผู้ร้องขอได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาท ผู้ร้องกับจำเลยและบุตรเข้าอยู่ในตึกแถวพิพาท  โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ดังนี้ แม้ทรัพย์สินพิพาทจะได้มาภายหลังการหย่า ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์รวมของผู้ร้องกับจำเลย โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะยึดทรัพย์สินพิพาทนำออกขายทอดตลาดได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้ปล่อยการยึดทรัพย์สินพิพาท

          ๓๔.  คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๔๑/๒๕๔๓ การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมยื่นฟ้องถือว่าเป็นการใช้สิทธิครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก

          ๓๕.  คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๗๖/๒๕๔๔  แม้โจทก์ จำเลย และ ย. ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยจะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๕๗ ว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากันก็ตาม แต่ข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด โจทก์สามารถนำสืบหักล้างเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อพฤติการณ์แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของโจทก์และจำเลย  โดย ย. เพียงแต่มีชื่อร่วมในโฉนดที่ดินพิพาทเพื่อการเสนอธนาคารของอนุมัติกู้เงิน ย. จึงหาได้มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมแต่อย่างใด โจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสกึ่งหนึ่ง

          ๓๖.  คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๙๓–๑๕๙๔/๒๕๔๔  ทรัพย์สินพิพาทที่ได้มาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ อยู่กินฉันสามีภริยา ต้องถือว่าเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันโดยไม่อาจแยกได้ว่าฝ่ายใดประกอบอาชีพมีรายได้มากน้อยแตกต่างกันอย่างไร หรือทำการงานเหน็ดเหนื่อยกว่ากันเพียงใด โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินพิพาทด้วย และให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าโจทก์และจำเลยที่ ๑ มีส่วนเท่ากันตาม  ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๕๗

          ๓๗.  คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๔๘/๒๕๔๔ คดีก่อนจำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์อ้างว่ามีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากบิดาโจทก์  โจทก์ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ได้รับมรดกมาจากบิดา คดีจึงมีประเด็นว่า จำเลยที่ ๑ มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ คู่ความในคดีดังกล่าวท้ากันว่าลายมือชื่อผู้ขายในสัญญาขายที่ดินเป็นของบิดาโจทก์หรือไม่  ซึ่งผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่ามิใช่ลายมือชื่อของบิดาโจทก์ จำเลยที่ ๑ แพ้คดีตามคำท้าโดยศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว จึงมีผลว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คำพิพากษาย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ ๑  ซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕  และแม้จำเลยที่ ๒  จะมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว  แต่จำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าของรวมใช้สิทธิความเป็นเจ้าของครอบไปถึงที่ดินพิพาททั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๙  อันเป็นการใช้สิทธิฟ้องแทนจำเลยที่ ๒  ซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่งด้วย ผลแห่งคดีก่อนย่อมผูกพันถึงจำเลยที่ ๒ เช่นกัน จำเลยที่ ๒ จึงไม่อาจโต้เถียงได้ว่าจำเลยที่ ๒ มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

          ๓๘.  คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๖๑/ ๒๕๔๔  บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสินสมรสต่อท้ายทะเบียนการหย่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ที่ตกลงยกบ้านพิพาทให้แก่บุตรนั้น เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๔ วรรคหนึ่ง แต่บุตรไม่ได้แสดงเจตนาต่อโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตามมาตรา ๓๗๔ วรรคสอง กรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทจึงยังเป็นของโจทก์กับจำเลย ที่ ๑ คนละครึ่ง นอกจากนี้โจทก์ยังอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส ซึ่งหากฟังได้ตามที่โจทก์อ้าง โจทก์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทคนละครึ่งหนึ่งเช่นเดียวกัน การที่จำเลยที่ ๑ นำที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งโจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมด้วยไปขายให้แก่จำเลยที่ ๒  โดยโจทก์มิได้ยินยอมด้วยย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้

          ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ แม้จำเลยที่ ๒ จะทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยที่ ๑ โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนสัญญาดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของโจทก์ตามมาตรา ๑๓๖๑ วรรคสอง แต่ยังคงมีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๑๓๖๑ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ของโจทก์ได้

          ๓๙.  คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๒/๒๕๔๕ การทำประโยชน์กับการแบ่งแยกการครอบครองในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษากับผู้ร้องนั้น การครอบครองอาจยังไม่มีการทำประโยชน์ก็ได้ ดังนี้เมื่อจำเลยกับผู้ร้องได้ตกลงแบ่งแยกที่ดินกันก่อนที่โจทก์จะรับจำนองที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยและก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีข้อตกลงดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยกับผู้ร้อง โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีได้เพียงเท่าที่จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น ผู้ร้องชอบที่จะขอกันส่วนที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกตามข้อตกลงดังกล่าวของผู้ร้องออกก่อนขายทอดตลาดได้แม้ยังไม่มีการทำประโยชน์ก็ตาม

          ๔๐.  คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๙๔/๒๕๔๕ ปัญหาว่าเจ้าของรวมคนอื่น ๆ จะฟ้องขับไล่เจ้าของรวมคนหนึ่งได้หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง จึงเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน        การที่เจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิขัดต่อสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่น เจ้าของรวมคนอื่น ๆ ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับคดีได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๐ วรรคแรก

          ๔๑.  คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๘๑/๒๕๔๕ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๓ เจ้าของรวมคนอื่น ๆ มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้แต่จะเรียกให้แย่งในเวลาไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้มีการแบ่งทรัพย์สินในเวลานั้นจะทำให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของรวมคนอื่น การที่โจทก์และจำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินพิพาท โดย หจก. อ. ที่มีโจทก์และจำเลยเป็นหุ้นส่วนและได้เลิกกิจการไปแล้วเปิดดำเนินการอยู่ในอาคารบนที่ดินและอาคารพิพาทอีก แม้จะปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินและอาคารพิพาท แต่ก็เพื่อประโยชน์ของจำเลยฝ่ายเดียว มิใช่เพื่อผลประโยชน์ของเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนอื่นด้วย ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมดังกล่าวจะฟังว่าโจทก์ฟ้องขอแบ่งในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้

          การที่ศาลล่างทั้งสองพิพาทให้จำเลยเอาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทออกขายทอดตลาดเอาเงินที่ขายได้แบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่งในทันทีนั้นไม่ถูกต้อง เพราะ ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๔ ได้บัญญัติกำหนดวิธีการแบ่งทรัพย์สินของเจ้าของรวมไว้เป็นขั้นตอนแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขโดยให้จำเลยแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง โดยให้โจทก์จำเลยแบ่งทรัพย์สินกันเองก่อน เมื่อไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคาระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งกันคนละครึ่ง

          ๔๒.  คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๔๙/๒๕๔๖ จำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดินร่วมกับ จ. การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าทางพิพาทไม่เป็นทางจำเป็น จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและถือเป็นการยกข้อต่อสู้แทน จ. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินอีกคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๙ แล้ว ผลแห่งคดีแม้จำเลยเจ้าของรวมคนเดียวถูกฟ้อง ก็ย่อมต้องผูกพันถึง จ. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยแต่ผู้เดียวให้เปิดทางจำเป็นได้ โดยไม่จำเป็นต้องฟ้อง จ. ด้วย

          ๔๓.  คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๒๑/๒๕๔๖ ผู้ตายกับผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน ผู้ตายย่อมมีอำนาจทำพินัยกรรมยกที่ดินส่วนของผู้ตายให้แก่ผู้คัดค้านได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ และมาตรา ๑๖๔๖ โดยไม่จำต้องรับความยินยอมจากผู้ร้อง   

          ๔๔.  คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๘๔/๒๕๔๖   โจทก์ จำเลย ที่๒ และ ธ. ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๐๓ มาโดยทำกำแพงพิพาทเป็นรั้วยาวตลอดแนวเขตเฉพาะทางด้านทิศตะวันตก เพื่อปิดกั้นมิให้บุคคลภายนอกเข้ามายุ่งเกี่ยว  ต่อมาเมื่อมีการแบ่งที่ดินออกเป็น ๔ แปลง โดยโจทก์ จำเลยที่ ๒ และ ธ. เป็นเจ้าของคนละ ๑ แปลง แล้วโจทก์ จำเลยที่ ๒ และ ธ. ยังถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงที่แบ่งแยกคือโฉนดเลขที่ ๑๑๗๙๑๓ เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะเพื่อประโยชน์สำหรับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๒ และ ธ. ซึ่ง ธ. ได้จดทะเบียนให้ส่วนของ ธ. แก่จำเลยที่ ๑ ในเวลาต่อมาเท่านั้น แม้ต่อมาโจทก์จะเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๓๘๙๙ ซึ่งไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่การที่โจทก์ขอให้เปิดแนวกำแพงพิพาทบริเวณด้านหน้าของที่ดินดังกล่าวเพื่อใช้ประโยชน์สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่  ๑๙๓๘๙๙ ด้วย  จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ซึ่งเจ้าของรวมทุกคนต้องเห็นชอบตาม  ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๕๘ วรรคสุดท้าย  มิได้เป็นการใช้สิทธิตามมาตรา ๑๓๖๐ วรรคหนึ่ง  เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของรวมไม่ยินยอมให้ที่ดินแปลงอื่นของโจทก์มาใช้ประโยชน์ด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เปิดแนวกำแพงพิพาท

 

ค่าธรรมเนียม

-  กรรมสิทธิ์รวมมีค่าตอบแทนเรียกเก็บเช่นเดียวกับการขาย  คือเรียกเก็บตามราคาประเมินทุนทรัพย์ที่คณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ร้อยละ ๒ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๔๗  ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒๔๙๗  ข้อ ๒ (๗) (ก)

-  กรรมสิทธิ์รวมไม่มีค่าตอบแทนเรียกเก็บเช่นเดียวกับการให้  คือ เรียกเก็บตามราคาประเมินทุนทรัพย์ที่คณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ร้อยละ ๒ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๔๗  ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒๔๙๗  ข้อ ๒ (๗) (ก)  เว้นแต่เป็นการถือกรรมสิทธิ์รวมไม่มีค่าตอบแทน ระหว่างผู้บุพการีกับผู้สืบสันดาน หรือระหว่างคู่สมรส  เรียกตามราคาประเมินทุนทรัพย์ตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ร้อยละ ๐.๕  ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๗  ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒๔๙๗  ข้อ ๒ (๗) (ง)

-  กรณีกรรมสิทธิ์รวม  (โอนให้ตัวการ)  ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมประเภทไม่มีทุนทรัพย์ แปลงละ  ๕๐ บาท 
ตาม
กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๗  ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒๔๙๗  ข้อ ๒ (๗) (ฑ)

 

ภาษีเงินได้หัก    ที่จ่าย 

-  กรรมสิทธิ์รวมมีค่าตอบแทน หรือไม่มีค่าตอบแทน  ให้เรียกเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย  ดังนี้

             (๑)  กรณีผู้โอนเป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนที่ใช้อยู่ในวันที่มีการจดทะเบียนเป็นราคาประเมินสำหรับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 
เว้นแต่กรณีบิดามารดาให้บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายถือกรรมสิทธิ์รวมเท่านั้น  จึงไม่เสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

              (๒)  กรณีผู้โอนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  ตามคำนิยามในมาตรา ๓๙ แห่งประมวลรัษฎากร  ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย  ในอัตราร้อยละ ๑ จากจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนหรือราคาประเมินทุนทรัพย์แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

 -  กรรมสิทธิ์รวม  (โอนให้ตัวการ)  เป็นการจดทะเบียนประเภทไม่มีทุนทรัพย์ ไม่ต้องเสียภาษี

           (หนังสือกรมสรรพากร  ด่วน  ที่ กค  ๐๘๐๒/๙๐๐๐  ลงวันที่  ๒๔ กรกฎาคม  ๒๕๒๘ เวียนโดยหนังสือกรมที่ดิน
ที่
  มท  ๐๗๐๘/  ๑๘๖๖๔  ลงวันที่    สิงหาคม  ๒๕๒๘)

 

ภาษีธุรกิจเฉพาะ 

-  กรรมสิทธิ์รวมมีค่าตอบแทนหรือไม่มีค่าตอบแทนที่เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ ให้เรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการเป็นไปตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร   (ฉบับที่  ๓๔)   พ.ศ.  ๒๕๔๑   พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ ๓๔๒)
พ.ศ. ๒๕๔๑

          (หนังสือกรมสรรพากร  ด่วนที่สุด ที่ กค ๐๘๑๑/๐๐๐๘๑  ลงวันที่    มกราคม  ๒๕๔๒    เวียนโดยหนังสือกรมที่ดิน   ด่วนที่สุด ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๐๐๙๐๕ ลงวันที่  ๑๑ มกราคม ๒๕๔๒)     

-         กรรมสิทธิ์รวม  (โอนให้ตัวการ)  เป็นการจดทะเบียนประเภทไม่มีทุนทรัพย์  ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

 

อากรแสตมป์

           อากรแสตมป์  ในกรณีกรรมสิทธิ์รวมมีค่าตอบแทน หรือไม่ค่าตอบแทน เสียร้อยละ ๐.  ของราคาประเมินหรือราคา
ทุนทรัพย์ที่ผู้ขอแสดงแล้วแต่ว่าอย่าง
ใดสูงกว่า
  (ตามลักษณะแห่งตราสาร  ๒๘/  แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ฯ  ประมวลรัษฎากร) กรณีที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้วไม่ต้องเสียอากร

 

ส่วนมาตรฐานการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม

สำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน

มิถุนายน  ๒๕๔๘

 

__________________

 

คำสั่งที่ ๖/ ๒๔๙๙

เรื่อง  การจดทะเบียนประเภทกรรมสิทธิ์รวม

___________

 

           ด้วยได้พิจารณาเห็นเป็นการสมควรวางระเบียบวิธีการจดทะเบียนในกรณีเจ้าของที่ดินประสงค์ให้บุคคลอื่นเข้ามาถือกรรมสิทธิ์ที่ดินรวมในที่ดินแปลงเดียวกันโดยมิต้องทำการแบ่งแยก  ตามมาตรา  ๑๓๕๖  แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไว้ดังต่อไปนี้

           ข้อ ๑  ในกรณีผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินคนเดียวหรือหลายคนประสงค์จะให้บุคคลอื่นเพียงคนเดียวหรือหลายคนมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินรวมในที่ดินแปลงเดียวกันโดยไม่ระบุเขตหรือเนื้อที่แน่นอนว่าคู่กรณีถือส่วนในกรรมสิทธิ์ที่ดินตรงไหน  และมีจำนวนที่ดินเท่าใด  โดยมีค่าตอบแทนหรือโดยเสน่หา  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รับจดทะเบียนในประเภทกรรมสิทธิ์รวม

           ข้อ    ในกรณีผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินคนเดียวหรือหลายคนประสงค์จะจดทะเบียนดังกล่าวในข้อ ๑.  โดยคู่กรณีขอให้ระบุว่าถือกรรมสิทธิ์รวมกี่ส่วนก็ได้  เช่น  เพียงหนึ่งในสี่  เป็นต้น  โดยไม่ต้องขอจดทะเบียนประเภทบรรยายส่วนกรรมสิทธิ์อีก

           ข้อ    ในกรณีผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินรวมคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนประสงค์จะให้บุคคลอื่นเพียงคนเดียวหรือหลายคนถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินเฉพาะส่วนของตนตามนัยข้อ ๑  และข้อ ๒  ก็ให้จดทะเบียนได้  โดยผู้ถือกรรมสิทธิรวมคนอื่นไม่จำต้องให้ถ้อยคำยินยอม

           ข้อ    ในกรณีที่มีการตกลงกันให้มีค่าตอบแทน  ให้ระบุจำนวนเงินไว้ในข้อตกลงให้ชัดเจน  ถ้าไม่มีค่าตอบแทน  ก็ให้ระบุไว้ว่า  โดยเสน่หา

           ข้อ    นิติกรรมที่คู่กรณีขอให้จดทะเบียนนั้น  ให้ทำเป็นรูปบันทึกข้อตกลงโดยใช้แบบ  (..๑๖)  ระบุข้อความตามนัยแห่งข้อ  ,  ,  ,    แล้วแต่กรณี  อนุโลมตามแบบตัวอย่างท้ายคำสั่ง

           ข้อ  .  เรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม  (..)  เฉพาะกรณีขอจดทะเบียนตามข้อ    ให้หมายเหตุให้ปรากฏข้อความว่า  “นาย…………….ยินยอมให้นาย………………ถือกรรมสิทธิ์รวมด้วยจำนวน…………”  และในกรณีตามข้อ    ว่า  “นาย………….ยินยอมให้นาย…………….ถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของนาย…………………ส่วนของคนอื่นคงอยู่ตามเดิม”  เช่นเดียวกับการหมายเหตุในสารบัญจดทะเบียน

           ข้อ    วิธีจดทะเบียนในสารบัญจดทะเบียน  ให้ทำตามแบบตัวอย่างท้ายคำสั่ง

           ข้อ    การแก้สารบัญรายชื่อและสารบัญที่ดิน  ให้ใช้อักษรย่อว่า  “..”

           ข้อ    ค่าธรรมเนียมสำหรับการจดทะเบียนประเภทนี้  ให้เรียกตามกฎกระทรวงฉบับที่  ๑๐  (.. ๒๔๙๗)  ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน  .. ๒๔๙๗  ข้อ  () ()  ถ้ามีค่าตอบแทน  ให้คิดอย่างประเภทขาย  ถ้าโดยเสนหา  ให้คิดอย่างประเภทให้  โดยถือจำนวนทุนทรัพย์ตามส่วนราคาทรัพย์ที่ประเมิน  ซึ่งผู้จะถือกรรมสิทธิ์รวมควรจะได้รับ  เช่น  . ยินยอมให้  . ถือกรรมสิทธิ์รวม  เรียกในอัตรากึ่งหนึ่งของทุนทรัพย์ หรือ  ถ้า  . ยินยอมให้  . .  ถือกรรมสิทธิ์รวม  เรียก  ๒ ใน ๓  ของทุนทรัพย์  ถ้า  . ยินยอมให้  . ถือกรรมสิทธิ์รวมเพียง    ใน ๔  เรียกเพียง  ๑ ใน ๔  ของทุนทรัพย์  เป็นต้น

           ข้อ  ๑๐  ให้ยกเลิกคำสั่งกรมที่ดิน ที่  /๒๔๘๔ ลงวันที่  ๒๕  มีนาคม  ๒๔๘๔  เรื่อง  การจดทะเบียนให้  (เติมชื่อ)  และคำสั่งอื่น ๆ  ซึ่งมีความขัดกับคำสั่งฉบับนี้  และให้ใช้คำสั่งนี้แทน

           ทั้งนี้  ให้ถือเป็นระเบียบปฏิบัติตั้งแต่วันรับทราบคำสั่งนี้เป็นต้นไป.

             กรมที่ดิน

             สั่ง    วันที่  ๑๓  กันยายน  ๒๔๙๙

              (ลงชื่อ)       . สุนทรศารทูล

             (นายถวิล  สุนทรศารทูล)

             อธิบดีกรมที่ดิน

กลับต้นเอกสาร...

กลับหน้าหลัก....