การยึดพรบ.อาคารชุด2551 ทำให้ประสบปัญหา

Hot
มิกซ์
22 Nov 2015
เข้าชม 255

พ่อผมต้องจ่ายย้อนหลังหรือไม่?
4.การที่พ่อผมยังไม่ตัดสินใจยื่นคัดค้านการประชุมครั้งนี้เพราะคิดว่าเป็นการกระทำที่หนีเสือปะจระเข้จะมีวิธีอื่นหรือไม่ที่เราจะไม่เป็นหมากเบี้ยให้เขานำไปใช้?

5.หากเราเลือกที่จะชำระหนี้ เฉพาะที่เป็นส่วนมีผลรายงานการประชุมเมื่อวันที่ 1 พ.ย.2258 เพียงอย่างเดียว ส่วนที่เราไม่ได้รับเอกสาร คือปี 2554-2556จะยังทำให้เราเป็นหนี้คงค้างที่นิติบุคคลอ้างอยู่หรือไม่?และถ้าฟ้องร้องที่สุดพ่อผมยังต้องจ่ายอยู่ใช่หรือไม่เรื่องจริงในคอนโดหรูย่าน สุขุมวิท
เรื่องมีว่า พ่อผมซื้อห้องชุดในคอนโดนี้แล้วเริ่มพักอาศัยอยู่ ปี2441 และแล้วก็ถูกเจ้าของโครงการเริ่มเข้ามาเอาสิ่งอำนวยความสะดวกของเจ้าของร่วมคืนหลังจากอยู่ได้ประมาณ3-4 ปีเพราะเป็นเจ้าของสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่าไม่ใช้ทรัพย์ส่วนกลาง จึงมีการฟ้องร้องต่อศาลและยุติโดยการไกล่เกลี่ย ต่างคนต่างอยู่ แต่เจ้าของโครงการก็ยังเป็นผู้มีอำนาจในการบริหารนิติบุคคล เป็นกรรมการและผู้จัดการนิติบุคคล เจ้าของร่วมส่วนใหญ่ซื้อแล้วไม่พักอาศัยเป็นการลงทุนปล่อยให้เช่า จึงทำให้โดยร่วมของเจ้าของรวมไม่เข้มแข็ง จนกระทั้งพ่อผมได้พันธมิตรจาก คอนโดอื่นที่มีเจ้าของโครงการเป็นบริษัทเดียวกัน จึงร่วมมือกันต่อสู้และได้รับอานิสงค์อย่างมาก จากมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคช่วยให้มีการส่งร่างกฎหมาย พรบ.อาคารชุด ฉบับที่ 4 พ.ศ.2551 แก้ไขได้สำเร็จในฉบับสุดท้าย เวลา ประมาณ 20.30 น.ของวันสุดท้ายของการทำงานของ สนช.ชุดก่อน จนสามารถนำมาบังคับใช้ในปัจจุบันนี้ แต่ก็ยังประสบปัญหาขึ้นได้อีก เมื่อเจ้าของโครงการยังมีอำนาจการบริหารอยู่แต่ก็ไม่เหมือนก่อนไม่มีกฎหมายฉบับนี้ คือการไม่ให้เอกสารที่เป็นสาระสำคัญดู ทั้งไม่มีรายงานการประชุม การประชุมคณะกรรมการ แล้วก็จ้างบริษัทรับจ้างบริหารอาคารชุดที่ไม่มีจรรยาวิชาชีพจริงมาบริหารสามารถควบคุมวิธีการทำงานประจำได้ตามที่เจ้าของโครงการต้องการ เมื่อเจ้าของร่วมที่ไม่ได้เข้าประชุมด้วยขอเอกสารก็จะตอบว่าไม่มี พ่อผมไม่ได้เข้าร่วมด้วยเหตุผลที่เราไม่ต้องการจะทะเลาะกันต่อและเมื่อรับคำจากผู้พิพากษาแล้วว่าต่างคนต่างอยู่จึงไม่เข้าร่วม การขึ้นค่าส่วนกลาง จากเดิม 30 บาท เป็น38 บาทจึงเป็นประเด็น เมื่อเจ้าของโครงการเก็บกับเจ้าของร่วมรายอื่นๆเกือบหมดคอนโดแต่ไม่เก็บที่ห้องพ่อผมเพราะกลัวการตรวจสอบ และพ่อผมก็ขอดูเอกสารการเปลี่ยนแปลงค่าส่วนกลาง โดยขอดูรายงานการประชุมที่เจ้าของร่วมได้ลงมติผ่าน กับรายชื่อเจ้าของร่วมที่เข้าร่วมประชุมก็ได้รับการปฏิเสธเรื่อยมา จนถึงปี 2554 มีกรรมการท่านหนึ่งในชุดที่เจ้าของโครงการพูดบอกว่า เจ้าของโครงการเป็นผู้จ่ายส่วนต่าง8 บาทให้ ในวันที่ 20พ.ย. 2558 แต่ประมาณ กลางปี 2554ก็ได้หยุดจ่าย จึงอ้างว่าห้องชุดพ่อผมค้างชำระหนี้ โดยไม่มีการออกใบแจ้งหนี้ให้แต่อย่างใด จนประมาณเดือน ธันวาคม 2555ก็มีรายการแจ้งว่า ห้องชุดพ่อผมติดหนี้ พ่อผมก็ทำหนังสือปฏิเสธการค้างชำระหนี้ เพราะไม่เห็นการส่งข้อบังคับฉบับแก้ไขให้เจ้าของร่วม ขอดูก็ไม่มีให้ดู เรื่องก็เงียบหายไป จนกระทั้งปี 2558 ก็มีใบแจ้งหนี้ปรากฏใหม่ วันที่ 27 มกราคม 2557 พ่อผมก็ทำหนังสือปฏิเสธหนี้ครั้งที่2โดยให้เหตุผลว่ายังไม่ได้รับเอกสารข้อบังคับที่แก้ไขหรือรายงานการประชุมที่มีการแก้ไขค่าส่วนกลางดังกล่าว จนมีการทะเลาะกันระหว่างกรรมการในชุดที่ร่วมของกับเจ้าของโครงการ และมีการส่งหนังแจ้งกับเจ้าของร่วมว่า จะมีประชุมลงมติถอดถอนกรรมการเพื่อสรรหากรรมการชุดใหม่ โดยมีเหตุว่ามีเงินส่วนกลางสูญหายไปจำนวน 2 ล้านบาทในปี2556 และทำได้สำเร็จ แต่การที่พ่อผมได้ไม่รับการติดต่อหรือไม่เข้าร่วมเพราะความเข้าใจของกรรมการท่านนี้ว่า พ่อผมเป็นพวกกับเจ้าของโครงการเองเพราะเชื่อจากที่ตนเองอ้างเองว่าเห็นว่าเจ้าของโครงการจ่ายเงินค่าส่วนต่างให้กับห้องพ่อผม ซึ่งไม่มีส่วนรู้จึงเข้าใจได้ว่า เป็นเกมที่สร้างขึ้นเพื่อความร้าวฉานจากเจ้าของโครงการ และเมื่อเปลี่ยนกรรมการได้สำเร็จ กรรมการท่านนี้ไม่ได้เป็นกรรมการร่วมด้วยโดยให้เหตุผลว่า เคยเป็นมาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งหลังถูกเจ้าของโครงการ ประชุม คณะกรรมการที่เป็นพวกตนเองลงมติถอดถอนออกจากกรรมการและอายุ 64 ปีแล้วจึงขอยุติการเป็นกรรมการแต่เป็นที่ปรึกษาให้ แต่ในการบริหารชุดนี้เป็นการกำกับโดยตัวเองแม้แต่ผู้จัดการนิติบุคคลต้องกล่าวถึงบุญคุณที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาฉะนั้น การจะกระทำการใดต้องปรึกษากรรมการท่านนี้ก่อน การจัดการใดๆต้องมีกรรมการท่านนี้เห็นชอบจึงจะทำได้ แม้แต่เรื่องที่พ่อผม ทำหนังสือ ขอรายงานการประชุมเปลี่ยนแปลงข้อบังคับจาก 30 บาท เป็น 38 บาท จาก 38 บาทเป็น 45 บาท เพื่อที่จะให้เห็นกับตาว่ามีจริงหรือไม่ก็ไม่ได้รับคำตอบใดๆ จากคณะประธานกรรมการชุดใหม่นี้ จึงเป็นสถานการณ์ไม่โปร่งใสมาโดยตลอด และมีจดหมายมีทวงหนี้วันที่ 5 มิถุนายน 2558 อ้างว่าค้างหนี้มาตั้งแต่ มกราคม 2554 ถึง ธันวาคม 2558 พ่อผมก็ทำหนังปฏิเสธหนี้ด้วยเหตุที่คณะกรรมการไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตาม พรบ.อาคารชุด 2551จึงไม่มีเหตุที่จะค้างหนี้ยังเป็นการจ่ายตามอัตรา 30 บาท ตามข้อบังคับที่มีการแจกจ่ายให้กับเจ้าของร่วมให้ปฏิบัติตาม ไม่มีการแจกฉบับอื่นๆมาทดแทน ก็ไม่มีการชี้แจงอีกเช่นเดิม แล้วก็มีหนังสือ จากทนายความมาทวงหนี้อีก กล่าวหาว่า ห้องพ่อผมเพิกเฉย มาเป็นเวลา 4 ปี 7 เดือน ซึ่งพ่อผมก็ทำหนังสือปฏิเสธค้างหนี้เป็นครั้งที่4 แจ้งว่ามาติดต่อเจ้าหน้าที่นิติบุคคลกี่ครั้งก็ ไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด ผู้จัดการนิติรับเงินเดือนแล้วมาทำงานอาทิตย์ละ2-3 ชั่วโมงคือ เช้าวันพฤหัส ทำตัวให้พบยาก ถามเบอร์โทรศัพท์มือถือ เจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิเสธที่จะให้ ยังคงทำตัวลึกลับสำหรับห้องชุด ของพ่อผม หรือห้องอื่นๆด้วยก็ไม่อาจทราบได้ เมื่อกรรมการได้รับหนังสือแล้วไม่ใครกล้าติดต่อหรือชี้แจงให้ทราบหรือปฏิเสธไม่ใช้หน้าที่กรรมการที่จะอธิบายจนที่การประชุมวิสามัญของคณะกรรมการชุดใหม่ถึง 4 ครั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ แต่ได้เสียงครบ 1 ใน 3 ในครั้งที่ 4 โดยที่ พ่อผมเข้าประชุมทุกครั้งเพราะมีความหวังว่า กรรมการชุดใหม่จะบริหารอย่างโปร่งใส่ กลับทุกนำไปใช้เป็นหมากตัวหนึ่งมีการ แย่งชิงการบริหารของเจ้าของโครงการ กับกรรมการชุดใหม่ โดยบันทึกลงในรายงานการประชุมว่า ห้องชุดผมค้างชำระค่าส่วนกลาง ไม่สามารถลงมติกับการเปลี่ยนครั้งนี้ได้ จึงต้องหักคะแนนเสียงออก เพราะเจ้าของโครงการเข้าร่วมประชุมด้วยรู้ข้อมูลห้องพ่อผมดี แต่คณะกรรมการชุดใหม่ที่มีการทวงหนี้พ่อ ตั้งแต่ครั้งที่ 1,2,3และ4 กลับไม่บอกว่า มีสิทธิเข้าประชุมได้แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงมติ ก่อนมีการลงมติ เพื่อหวังว่า หากคะแนนเสียงแพ้ฝั่งเจ้าของโครงการ ก็รวม ไม่แพ้ก็ตัดออก หรือให้มีเสียงครบ 1 ใน 3 เท่านั้น ทั้งที่ในการประชุมจริงไม่ได้กล่าวระบุว่าห้องพ่อผมไม่มีสิทธิแต่การบันทึกมีการเขียนเพิ่มโดยได้รับคำอธิบาย จากผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ทางโทรศัพท์ว่า เราไม่ทราบว่าห้องใดค้างค่าส่วนกลาง ต้องประชุมเสร็จจึงมีการตรวจสอบ และการอธิบายจากกรรมการท่านหนึ่งว่ามีห้องที่ค้างหนี้ 2 ห้อง แต่ห้องหนึ่งมาจ่ายก่อนการประชุม และเจ้าของโครงการ ก็มาจ่ายบางส่วน จึงมีสิทธิลงมติเฉพาะห้องที่ตนเองจ่ายก่อนการประชุม เมื่อพ่อผมได้รับงานการการประชุมนี้จึงเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่หาเอกสารการเปลี่ยนแปลงค่าส่วนกลางเมื่อคราวครั้งแรกจาก 38 บาท มาเป็น 45 บาท มาแสดงให้ดู จึงได้สำเนา มาตรวจสอบ ก็พบว่าการลงคะแนนที่มีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติ โดยลดอัตราส่วนกรรมสิทธิ์เจ้าของร่วมลงเป็นหนึ่งหมื่นหกพันกว่า แต่รายงานการประชุมเมื่อวันที่ 1 พ.ย.2558 ที่คาดกระทำตามขั้นตอนกฎหมาย พรบ.อาคาร 2551 นั้นกลับลงไว้เป็น อัตราส่วนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด 17999.83 และเมื่อนำไปจดกับกรมที่ดินของฉบับเก่าพบว่าเป็นอัตราส่วนกรรมสิทธิ์รวม 18,000 ซึ่ง มีมติลงไว้ เพียง ห้าพันเจ็ดร้อยกว่า ไม่ถึง 1 ใน 3 ของอัตราส่วนกรรมสิทธ์ทั้งหมด เมื่อพ่อผมเร่งรัดมากขึ้นเพราะกลัวว่า จะคัดค้านการประชุมดังกล่าวกับกรมที่ดินไม่ทันภายใน 30 วัน จึงพยายามติดต่อกรรมการที่เคยร่วมต่อสู้กับเจ้าของโครงการมาก่อนเพื่ออธิบายว่า หากไม่พูดคุยกันเพื่อให้ได้ข้อสรุป จะเป็นการนำเอกสารที่มีข้อความเท็จไปจดทะเบียนกับกรมที่ดิน แต่ทุกคนก็หลบไม่กล้าคุยด้วย จึงต้องติดต่อผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด และที่สุดก็ได้พูดคุยกับกรรมการชุดก่อนที่เป็นผู้กำกับอยู่เบื้องหลัง จึงได้ลำดับเรื่องราวมาได้ดังกล่าวไว้บางส่วนแล้ว และถึงตรงนี้ไดรับคำตอบเพิ่มเติมว่าอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ที่ไม่ตรงกันนั้นเพราะเจ้าของโครงการไม่ร่วมพื้นบางส่วนที่เป็นของตนเองไว้แต่ต้นที่อ้างว่าจะเปิดเป็นภัตตาคารแต่ทำไม่ได้ จึงทำให้อัตราส่วนร่วมไม่ตรงกันทั้งที่ตนเองเป็นกรรมการร่วมอยู่ แต่ตอนนี้ทำได้เพราะไม่มีเจ้าของโครงการ ดังนั้นการอ้างว่าเสียงไม่ครบ 1 ใน 3 นั้นอ้างไม่ได้ แต่รายชื่อเจ้าของร่วมที่ขอมานั้นไม่มีให้ ต้องไปคัดสำเนาที่กรมที่ดินเอง
จึงมีคำถามที่จะถามผู้รู้ว่า 1.การที่นิติบุคคลอาคารชุด ไม่ให้สำเนารายการการเปลี่ยนแปลงค่าส่วนกลาง หรือข้อบังคับที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเหตุที่จะปฏิเสธการขึ้นค่าส่วนกลางของเจ้าของร่วมได้หรือไม่?
2.การมีหนังสือยืนยันปฏิเสธหนี้ถึง 5 ครั้งทำให้การฟ้องร้องของนิติบุคคลอาคารชุดยังได้เปรียบเจ้าของร่วมหรือไม่?
3.การประชุมเปลี่ยนแปลงค่าส่วนกลางที่จัดทำครั้งล่าสุด 1 พ.ย.2258โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึง 1 มกราคม 2557 เพื่อบังคับห้องชุดพ่อ เป็นผลที่กระทำได้หรือไม่?และ?
6. การยืนยันเพื่อให้นิติบุคคลอาคารชุดปฏิบัติตามขั้นตอนของพรบ. 2551 ไม่ได้ผลจะมีวิธีการอย่างไร?ให้นิติบุคคลส่งเอกสารที่สำคัญๆให้เจ้าของร่วมได้ตรวจสอบ?
ทั้งหมดที่ระบายความในใจมาให้อ่านนี้ อยากให้เกิดประโยชน์กับผู้พักอาศัยในอาคารชุด ทั่วประเทศได้รับรู้ถึงเอกชนกันเอกชนที่หวังประโยชน์ตนเองแต่อ้างว่าทำเพื่อชุมชนตัวเอง เพราะเมื่อเจ้าของร่วมได้รับอำนาจแต่งตั้งเป็นกรรมการแล้วส่วนใหญ่จะกร่างคิดว่าเจ้าของร่วมคนอื่นๆต้องมาพึ่งบารมีตนเอง
มิกซ์
ความคิดเห็นที่ 1
พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติอาคารชุด(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 มาตรา
18 วรรคสอง กำหนดให้เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการให้บริการส่วนรวมและที่เกิดจากเครื่องมือเครื่องใช้
ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน
และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง
ตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 14 หรือตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุด
ทั้งนี้ตามที่กำหนดในข้อบังคับหากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าใช้จ่ายส่วนกลางในข้อบังคับต้องได้รับมติตามมาตรา
48(5) ดังนั้น
หากได้กำหนดวาระการแก้ไขเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ให้เจ้าของร่วมทราบตามมาตรา 42/3
การเรียกประชุมและคะแนนเสียงเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ผู้จัดการ สามารถนำรายงานการประชุมที่มีมติดังกล่าวไปยื่นขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงข้อบังคับได้ ทั้งนี้หากข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายส่วนกลางไว้เท่าใดเจ้าของร่วมต้องชำระตามที่กำหนดในข้อบังคับ  แต่อย่างไรก็ดี การเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายตามมาตรา
18 เป็นเรื่อง การบริหารงานภายในของนิติบุคคลอาคารชุด
หากมีข้อโต้แย้งต้องใช้สิทธิทางศาล 

body {
background: #FFF;
}
ตอบโดย: สำนักส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
24 Nov 2015
rss image

Supported browsers Google Chrome, Firefox, Safari, Microsoft Edge. © สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2567 - กรมที่ดิน

w3c html image w3c css image
ด้านบน