การร้องขอให้มาตรวจสอบเขตที่ดินทางสาธารณประโยชน์เพื่อขอทางเข้า-ออก ไปยังที่ดินแปลงที่มีโฉนดด้านใน
Hot
24 Jul 2017
เข้าชม 112
เนื่องจากที่ดินของครอบครัว(แปลง ก)ของดิฉันติดกับทางสาธารณประโยชน์ และถัดจากทางสาธารณประโยชน์เป็นที่ดินที่มีโฉนดอีกแปลงขั้นกลาง (แปลง ข) ซึ่งอยู่ระหว่างทางสาธารณประโยชน์กับถนนคันกันน้ำสาย1(เขตชลประทาน) ทำให้ที่ดินของครอบครัวดิฉันไม่สามารถขอทำทางเชื่อมกับถนนคันกันน้ำเพื่อเป็นทางเข้า-ออก ไปทำประโยชน์ หรือทำการซื้อขายได้เนื่องจากไม่มีทางเข้า-ออกไปยังที่ดินแปลงดังกล่าว(แปลง ก)
แต่เดิมทางสาธารณประโยชน์ที่เคยได้ฟ้องแบ่งแยกมา ทางเจ้าหน้าที่ได้กันเขตเพื่อให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ไว้ประมาณ 4 เมตร ตามกฏหมายเพื่อให้คงรูปเป็นทางสาธารณประโยชน์ในเวลานั้น (ประมาณ 10 ปีที่ทำการแบ่งแยก) และเมื่อประมาณปี 59 ก็มีการวัดหาแนวเขตที่ดิน (แปลง ข) ผลจากการสอบเขตพบว่าที่ดินแปลง ข อยู่ในเขตทางสาธารณประโยชน์ส่วนหนึ่ง เนื่องจากเจ้าของที่ดินแปลง ข ไม่ทราบแน่ชัดว่าหลักเขตที่ดินของตนอยู่ตรงไหนจึงใช้แนวเขตชลประทานเป็นเกณฑ์ในการรังวัดเพื่อหาเขตที่ดินและใช้หลักเขตของที่ดินที่ใช้หลักเขตเดียวกับแปลงข้างเคียงในการหาหลักอื่นๆ (ที่ดินแปลง ข เป็นรูปสามเหลี่ยมมุมแหลมหรือชายธง) ทำให้ทางสาธารณประโยชน์ถูกปาดไปเป็นที่ดินแปลง ข โดยทางด้านนึงกว้าง 4 เมตร แต่อีกด้านหนึ่งเหลือความกว้างไม่ถึง 2 เมตร (ผลการรังวัดต้องเป็นไปตามนี้จริงหรือไม่?)(การรังวัดไม่ต้องคำนึงถึงทางสาธารณประโยชน์ที่มีอยู่ว่า เดิมมีขนาดอยู่เท่าไรใช่หรือไม่? หรือใช้หลักการวัดตามข้อมูลปัจจุบันหรืออย่างไร)
อีกประเด็นที่ทำให้เกิดความสับสนและต้องการทราบความแน่ชัด
เนื่องจากที่ดินแปลงข้างเคียงที่ใช้หลักเขตที่ดินเดียวกับที่ดินแปลง ข จำนวน 1 หลัก ซึ่งเป็นหลักมุมแหลมนั้น จากการที่เจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าวสงสัยว่าที่ดินของตนจะอยู่ในแนวเขตชลประทาน(ถนนกั้นน้ำสาย1) จึงขอให้ทางเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบแนวเขตชลประทาน ทำให้ทราบว่า อยู่ในเขตชลประทานจริง และยังไม่มีการดำเนินการขอเวนคืนที่ดินแปลงดังกล่าว แต่ทางเจ้าของที่ดินแปลง ข บอกว่าที่ดินของตนไม่ได้อยู่ในแนวเขตชลประทานแต่อย่างใด เพียงแค่อยู่ถัดจากแนวเขตชลประทานไป ทั้งๆที่ใช้หลักเขตเดียวกันกับที่ดินแปลงที่อยู่ในแนวเขตชลประทาน (เป็นไปได้หรือไม่ อย่างไร)
เนื่องจากเกิดประเด็นปัญหาความไม่แน่ชัด เกิดความซับซ้อนของข้อมูล ดังกล่าวขึ้น ทำให้ไม่สามารถทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องได้ จึงอยากทราบว่าดิฉันในฐานะของที่ดินแปลง ก จะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้างเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงและสามารถดำเนินการขอทางเข้า-ออก อย่างถูกต้องต่อไป
แต่เดิมทางสาธารณประโยชน์ที่เคยได้ฟ้องแบ่งแยกมา ทางเจ้าหน้าที่ได้กันเขตเพื่อให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ไว้ประมาณ 4 เมตร ตามกฏหมายเพื่อให้คงรูปเป็นทางสาธารณประโยชน์ในเวลานั้น (ประมาณ 10 ปีที่ทำการแบ่งแยก) และเมื่อประมาณปี 59 ก็มีการวัดหาแนวเขตที่ดิน (แปลง ข) ผลจากการสอบเขตพบว่าที่ดินแปลง ข อยู่ในเขตทางสาธารณประโยชน์ส่วนหนึ่ง เนื่องจากเจ้าของที่ดินแปลง ข ไม่ทราบแน่ชัดว่าหลักเขตที่ดินของตนอยู่ตรงไหนจึงใช้แนวเขตชลประทานเป็นเกณฑ์ในการรังวัดเพื่อหาเขตที่ดินและใช้หลักเขตของที่ดินที่ใช้หลักเขตเดียวกับแปลงข้างเคียงในการหาหลักอื่นๆ (ที่ดินแปลง ข เป็นรูปสามเหลี่ยมมุมแหลมหรือชายธง) ทำให้ทางสาธารณประโยชน์ถูกปาดไปเป็นที่ดินแปลง ข โดยทางด้านนึงกว้าง 4 เมตร แต่อีกด้านหนึ่งเหลือความกว้างไม่ถึง 2 เมตร (ผลการรังวัดต้องเป็นไปตามนี้จริงหรือไม่?)(การรังวัดไม่ต้องคำนึงถึงทางสาธารณประโยชน์ที่มีอยู่ว่า เดิมมีขนาดอยู่เท่าไรใช่หรือไม่? หรือใช้หลักการวัดตามข้อมูลปัจจุบันหรืออย่างไร)
อีกประเด็นที่ทำให้เกิดความสับสนและต้องการทราบความแน่ชัด
เนื่องจากที่ดินแปลงข้างเคียงที่ใช้หลักเขตที่ดินเดียวกับที่ดินแปลง ข จำนวน 1 หลัก ซึ่งเป็นหลักมุมแหลมนั้น จากการที่เจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าวสงสัยว่าที่ดินของตนจะอยู่ในแนวเขตชลประทาน(ถนนกั้นน้ำสาย1) จึงขอให้ทางเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบแนวเขตชลประทาน ทำให้ทราบว่า อยู่ในเขตชลประทานจริง และยังไม่มีการดำเนินการขอเวนคืนที่ดินแปลงดังกล่าว แต่ทางเจ้าของที่ดินแปลง ข บอกว่าที่ดินของตนไม่ได้อยู่ในแนวเขตชลประทานแต่อย่างใด เพียงแค่อยู่ถัดจากแนวเขตชลประทานไป ทั้งๆที่ใช้หลักเขตเดียวกันกับที่ดินแปลงที่อยู่ในแนวเขตชลประทาน (เป็นไปได้หรือไม่ อย่างไร)
เนื่องจากเกิดประเด็นปัญหาความไม่แน่ชัด เกิดความซับซ้อนของข้อมูล ดังกล่าวขึ้น ทำให้ไม่สามารถทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องได้ จึงอยากทราบว่าดิฉันในฐานะของที่ดินแปลง ก จะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้างเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงและสามารถดำเนินการขอทางเข้า-ออก อย่างถูกต้องต่อไป
ความคิดเห็นที่ 1
25 Jul 2017
แสดง
1 - 1 จาก 1
รายการ
1