การครอบครองปรปักษ์ ที่ดิน มรดก

Hot
จันทร์จิรา ทองหล่อ
22 Dec 2017
เข้าชม 337

ขอรบกวนสอบถามปัญหา การครอบครองปรปักษ์ ที่ดิน มรดก ว่า
ข้อ 1. กรณีที่แม่ตายไปแล้วตั้งแต่ปี2553 ใกล้จะครบ10ปีแล้ว โฉนดที่ดินมี 8ไร่ มีชื่อน้องสาวคนสุดท้อง 1คน ร่วมกับชื่อแม่อีก1คน
ลูกๆ8คน ทุกคนมีสิทธิในส่วนของชื่อแม่เท่านั้น ใช่หรือไม่
ข้อ 1.1.และมีลูกหนึ่งยกให้เป็นลูกคนอื่นตั้งเด็กๆ จะมีสิทธิกลับเข้ามาร่วมครอบครองตามกฎหมายหรือไม่
ข้อ 2.ถ้ามีพี่น้องคนใด เช่นน้องสาว คนที่มีชื่อร่วมกับแม่ หรือใครก็ตาม แอบไปฟ้องครอบครองปรปักษ์ ที่ดิน จะได้หรือไม่
ข้อ 3.พี่น้องคนอื่นทำไร่ ในที่ดินนี้ ออกเงินไปเสียภาษีที่ดิน ภาษีโรงเรือน แทนน้องสาว น้องสาวจะอ้างฟ้องครอบครองปรปักษ์ ที่ดิน จะได้หรือไม่
ข้อ 4.จะมีขั้นตอน วิธีการอย่างไร ที่ลูกๆ ทุกคนจะเข้าไป มีชื่อในโฉนดที่ดินนี้ แทนชื่อแม่ที่ตายไปแล้ว จะต้องจ้างทนายหรือไม่
เสียค่าให้จ่ายเท่าใด ใช้เวลา นานเท่าใด จะต้องขึ้นศาลกี่ครั้ง เรื่องถึงจบ
ข้อ 5. ถ้าไม่รีบดำเนินการเปลี่ยนชื่อ แม่เป็นชื่อลูกในระยะเวลา 10ปีจะผลเสีย หรือช่องโหว่อะไรตามมา
ความคิดเห็นที่ 1
คำตอบ  กรณีตามคำถาม ขอเรียนว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ กำหนดไว้ว่า บุคคลใดครอบครองที่ดินของผู้อื่นไว้โดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของเกิน ๑๐ ปี ผู้ครอบครองย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ประกอบกับกฎกระทรวงฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๘ (๑) ได้วางแนวทางในการจดทะเบียนได้มาโดยการครอบครองตามมาตรา ๑๓๘๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าผู้ได้มาต้องยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอันถึงที่สุด แสดงว่าตนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ดังนั้น หากผู้ใดต้องการที่จะจดทะเบียนได้มาโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ก็จะต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อให้ศาลพิจารณาและวินิจฉัยว่าผู้นั้นเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ตามมาตรา ๑๓๘๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เสียก่อน จากนั้นผู้ได้มาโดยการครอบครองจึงนำคำสั่งหรือคำพิพากษาดังกล่าวมายื่นคำขอจดทะเบียน แล้วพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะจดทะเบียนได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ให้กับผู้ขอต่อไป
            กรณีมารดาถึงแก่ความตาย หากมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์มรดกย่อมตกได้แก่ ทายาทโดยธรรมของมารดา ได้แก่ บุพการี ผู้สืบสันดาน และคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของมารดา ดังนั้น หากบุตรทุกคนประสงค์จะรับโอนมรดก ก็ชอบที่จะไปยื่นคำขอโอนมรดกต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินท้องที่ซึ่งที่ดินนั้นตั้งอยู่ พร้อมหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หลักฐานการตายของมารดา หลักฐานการเป็นทายาท ต้นฉบับบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของทายาท โดยให้ทายาทที่ไม่ขอรับมรดกไปให้ถ้อยคำยินยอมไม่ขอรับมรดกหรือนำหลักฐานไม่รับมรดกของทายาทนั้นไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ กรณีทายาทคนใดตายก็ต้องนำหลักฐานการตายไปแสดง เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่รับคำขอแล้วจะประกาศการรับมรดกมีกำหนด ๓๐ วัน เมื่อครบกำหนดประกาศไม่มีทายาทที่มีสิทธิรับมรดกคนใดคัดค้าน พนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะจดทะเบียนโอนมรดกให้แก่บุตร ตามมาตรา ๘๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ถ้าหากเห็นว่าการรับมรดกดังกล่าวมีหลายขั้นตอนหรือมีปัญหาในการจัดการมรดก ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียก็สามารถไปยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอตั้งผู้จัดการมรดกของมารดา เมื่อศาลตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกของมารดาแล้ว ผู้จัดการมรดกสามารถจดทะเบียนลงชื่อผู้จัดการมรดกและโอนมรดกที่ดินให้แก่บุตรซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของมารดาได้ โดยไม่ต้องประกาศการรับมรดก ๓๐ วัน ตามมาตรา ๘๒ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ค่าธรรมเนียมโอนมรดกให้แก่บุตรร้อยละ ๐.๕ ของราคาประเมินทุนทรัพย์
           หากท่านต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถโทรศัพท์สอบถามได้ที่สำนักมาตรฐานการ-ทะเบียนที่ดิน  กรมที่ดิน  โทรศัพท์หมายเลข  ๐  ๒๑๔๑  ๕๗๖๓ – ๔
ตอบโดย: สำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน
25 Dec 2017
rss image

Supported browsers Google Chrome, Firefox, Safari, Microsoft Edge. © สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2567 - กรมที่ดิน

w3c html image w3c css image
ด้านบน