ผู้รับผิดชอบสร้างสำนักงานนิติฯหมู่บ้าน

Hot
อรอนงค์
9 ก.พ. 2563
เข้าชม 286

ทางเจ้าของโครงการได้ขอให้จัดตั้งนิติฯหมู่บ้าน โดยได้จดทะเบียนนิติฯหมู่บ้านเมื่อ มิถุนายน 2562 โดยระบุที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคลเป็นที่อยู่ของสโมสรและสระว่ายน้ำ ซึ่งได้จัดแบ่งพื้นที่สำนักงานให้ทางนิติฯใช้เป็นที่ทำงานโดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่า และในส่วนค่าบำรุงรักษาสระว่ายน้ำทางโครงการยังเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย เนื่องจากเป็นบริการสาธารณะที่เจ้าของโครงการไม่ได้ประสงค์จะโอนให้นิติฯตั้งแต่แรก ผ่านไป 5เดือน ทางโครงการประสงค์จะให้ทางนิติฯ จ่ายค่าเช่าสำนักงาน 500บาท/เดือน และต้องรับผิดชอบดูแลบำรุงรักษาสระว่ายน้ำเอง ซึ่งที่ประชุมหมู่บ้านมีมติไม่เห็นชอบ เนื่องจากไม่เงินทุนในการรับดูแลสระว่ายน้ำ ทางโครงการจึงตกลงดูแลสระว่ายน้ำเองต่อไป แต่ฝให้ทางนิติฯดำเนินการย้ายออกจากสำนักงานและหาพื้นที่ตั้งสำนักงานนิติฯใหม่เอง โดยโครงการไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสำนักงานนิติฯ รวมทั้งจนถึงปัจจุบัน โครงการก็ยังไม่ดำเนินการซ่อมแซมสาธารณูปโภค เพื่อส่งมอบให้นิติฯ

คำถาม
- ทางโครงการอ้างว่า ตอนขออนุญาตก่อสร้าง กฎไม่หมายยังไม่ได้กำหนดให้ต้องมีที่ตั้งสำนักงานนิติฯ ดังนั้น โครงการจึงไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายใดๆในการก่อสร้างสำนักงานนิติฯ อยากทราบว่าทางโครงการไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าวจริงหรือไม่ และทางนิติฯต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้เองทั้งหมดเลยหรือไม่

- สระว่ายน้ำ ยังคงต้องเป็นความรับผิดชอบของโครงการต่อไปโดยตลอดใช่หรือไม่

- กฎหมายกำหนดขอบเขตเวลาที่ต้องซ่อมแซมและโอนให้นิติฯภายในระยะเวลาเท่าใดหรือไม่ ปัจจุบันนิติฯได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เพราะโครงการไม่ซ่อมแซมสาธารณูปโภค เช่น แทงค์และปั๊มน้ำบาดาลสำหรับรถน้ำต้นไม้ในหมู่บ้าน ทำให้ไม่มีน้ำมารดต้นไม้มานานหลายเดือน ปัญหานี้ทางนิติฯควรจะดำเนินการทางกฎหมายได้อย่างไรบ้าง
ความคิดเห็นที่ 1
๑.
ประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง เรื่อง กำหนดนโยบายการจัดพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ในการจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม การจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
และการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548  กำหนดว่า

“ข้อ ๑ (๑) ที่ดินเปล่าต้องจัดให้มีเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 20
ตารางวา และมีความกว้างไม่น้อยกว่า 8.00 เมตร ความยาวไม่น้อยกว่า
10.00 เมตร เว้นแต่ข้อบัญญัติของท้องถิ่นใดกำหนดไว้สูงกว่าก็ให้เป็นไปตามข้อบัญญัติของท้องถิ่นนั้น.....”

“ข้อ 1 (2) ที่ดินพร้อมอาคาร ต้องมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 16
ตารางวา และมีความกว้างไม่น้อยกว่า
4.00 เมตร”

“ข้อ
1 (3) พื้นที่ส่วนอื่นซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดไว้เพื่อเป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นแล้ว
เช่น สำนักงาน สโมสร เป็นต้น ต้องจัดให้มีพื้นที่ใช้สอยสำหรับสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นในอาคารดังกล่าว
ไม่น้อยกว่า 64 ตารางเมตร
อาคารดังกล่าวจะต้องอยู่บนที่ดินแปลงบริการสาธารณะในโครงการจัดสรรและจะเก็บค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นไม่ได้
ทั้งนี้ ไม่นับรวมถึงค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคสิ้นเปลือง”

วรรคท้าย
กำหนดว่า “ประกาศนี้ไม่ให้ใช้บังคับเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินที่ได้ยื่นคำขออนุญาตไว้ก่อนประกาศนี้ใช้บังคับ”

ประกาศฉบับนี้ได้กำหนดให้ผู้จัดสรรที่ดินที่ยื่นคำขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินหลังวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 ต้องจัดพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ดังนั้น หากผู้จัดสรรที่ดินที่ยื่นคำขออนุญาตฯ
ไว้ก่อนวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 จึงไม่ต้องจัดพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นตามประกาศในวรรคท้ายที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม
หากโครงการจัดสรรที่ดินได้ยื่นคำขออนุญาตฯ ไว้หลังวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548
และผู้จัดสรรที่ดินได้จัดพื้นที่บนสโมสรเพื่อเป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไว้
ผู้จัดสรรที่ดินจะเก็บค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไม่ได้ตามประกาศข้อ
1 (3) ที่กำหนดไว้

ทั้งนี้ ผู้หารือสามารถขอตรวจสอบว่าโครงการจัดสรรที่ดินที่ผู้หารืออาศัยอยู่นั้น
เป็นโครงการที่ผู้จัดสรรที่ดินได้ยื่นคำขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินไว้ก่อนหรือหลังวันที่
22 พฤศจิกายน 2548 หรือไม่ โดยขอตรวจสอบได้ที่ที่สำนักงานที่ดินที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่
(โดยนำหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และสำเนาโฉนดที่ดิน
(แปลงผู้ถือกรรมสิทธิ์) ไปติดต่อ ทั้งนี้ ผู้ถือกรรมสิทธิ์สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปดำเนินการแทนได้
โดยทำหนังสือมอบอำนาจ พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและของผู้รับมอบอำนาจ)

 

2.  ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน
พ.ศ. 2543 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.
2558 มาตรา 44 วรรคท้าย บัญญัติว่า “เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตาม
(1) แล้ว ให้ทรัพย์สินอันเป็นสาธารณูปโภคตกเป็นของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร.....” ดังนั้น หากสโมสรและสระว่ายน้ำซึ่งเป็นที่ดินที่ผู้จัดสรรที่ดินได้กำหนดให้เป็นที่ดินแปลงบริการสาธารณะ (ตามที่หารือนั้น) เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาได้จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้ว จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา
44 วรรคท้าย ที่ที่ดินแปลงดังกล่าวตกเป็นของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรโดยผลของกฎหมายในทันที
หากผู้จัดสรรที่ดินเลือกที่จะบำรุงรักษาบริการสาธารณะดังกล่าวเองโดยไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้กับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร
ก็เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะต้องบำรุงรักษาบริการสาธารณะดังกล่าว

3. กฎหมายมิได้กำหนดระยะเวลาในการซ่อมแซมสาธารณูปโภคและส่งมอบให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ
เนื่องจากก่อนที่ผู้จัดสรรที่ดินจะดำเนินการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร
ผู้จัดสรรที่ดินต้องได้รับการตรวจสอบสาธารณูปโภคจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินก่อนจึงจะดำเนินการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ หากปรากฏว่าผู้จัดสรรที่ดินไม่ได้ดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภค
คณะกรรมการฯ มีอำนาจสั่งให้ผู้จัดสรรที่ดินดำเนินการดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภคต่อไป
เมื่อคณะกรรมการฯ ตรวจสอบแล้วเห็นว่าระบบสาธารณูปโภคยังคงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้น
คณะกรรมการฯ จะบันทึกผลการตรวจสอบไว้เป็นหลักฐาน (ทั้งนี้ หลักฐานการตรวจสอบมีอายุ
1 ปีนับแต่วันออกหลักฐาน) เพื่อใช้ประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรต่อไป

   

 
ตอบโดย: สำนักส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
11 ก.พ. 2563
rss image

รองรับการใช้งานได้ดีบนบราวเซอร์ Google Chrome, Firefox, Safari, Microsoft Edge. © สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2567 - กรมที่ดิน

w3c html image w3c css image
ด้านบน